แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงแรมผีสิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงแรมผีสิง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ โรงแรมผีสิง

ไชยา เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากโรงแรมผีสิง

ผมเป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด สมัยหนุ่มใช้ชีวิตร่อนเร่ไปตามอำเภอใจ จนมาปักหลักทำงานในอู่ซ่อมรถยนต์ที่นครสวรรค์ มีเวลาว่างก็ขึ้นรถไฟล่องมากรุงเทพฯ บ้าง ขึ้นเหนือไปจนถึงเชียงใหม่บ้าง แล้วต่อรถยนต์ไปเชียงรายอีกที

เพราะนิสัยชอบขึ้นรถไฟจับกระดูก นั่งฟังเสียงล้อบดรางกระหึ่มพลางชมวิวจากทางหน้าต่างแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ถ้ามีเวลาน้อยก็จะเดินทางไปใกล้ ๆ เช่นที่พิจิตรหรือพิษณุโลก บางครั้งหน้าเทศกาลผู้คนแทบจะ ล้นรถ ผมต้องยืนเกาะบันไดบ้าง ขึ้นหลังคาบ้าง...ชีวิตชายโสดไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ทำให้ใช้ชีวิตโลดโผนได้เต็มที่ แสวงหาความตื่นเต้นได้สุดๆ

จนกระทั่งไปเจอะเจอเรื่องสุดหลอนเข้าที่เมืองสองแควเต็มรักเต็มใคร่!

ช่วงนั้นอยู่ในฤดูหนาวพอดี อากาศเย็นสบายไม่เหนอะหนะเนื้อตัวแบบฤดูร้อน เหมาะเจาะกับการท่องเที่ยว ผมจับรถกรุงเทพฯ-พิษณุโลกไปถึงปลายทางในตอนเย็น เข้าพักโรงแรมเล็ก ๆ หลังสถานีรถไฟนั่นเอง

ใจจริงอยากนั่งรถไฟเล่นมากกว่า พอเปิดห้องที่ชั้นสองอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ลงมาเดินเตร็ดเตร่แถวๆ นั้นแหละ ตกค่ำก็กลับไปแวะชั้นล่างของโรงแรมที่มีสุราอาหารพร้อมสรรพ...สั่งเหล้าโซดา กับแกล้ม 2-3 อย่างมานั่งละเลียด พลางมองดูความเคลื่อนไหวที่แปลกหูแปลกตาไปด้วย

แต่ที่สะดุดตาพวกผู้ชาย ไม่ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มใหญ่ ก็คือผีเสื้อราตรีเริ่มโบยบินออกล่าเหยื่อหนาตาขึ้นทุกที!

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยสัมผัสเสียที่ไหนสมัยนั้น 20-30 บาทก็ถือว่าใช้การได้แล้วครับ แต่งหน้า ทาปากฉูดฉาดอยู่ในแสงไฟอกพุ่ง ตะโพกผึ่งผาย นัยน์ตาหยาดเยิ้มยั่วยวนก็มักจะทำให้ผู้ชายที่กำลังมึนๆ มองเห็นพวกเธอเป็นนางฟ้าจำแลงได้ง่ายดาย

หน้าโรงแรมก็มีเดินสูบบุหรี่เตร่ไปมาบางคนก็นั่ง ไขว่ห้างโชว์ขาอ่อนอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ บางคนก็โฉบเข้ามาขอบุหรี่ ชักชวนขึ้นไปบนห้อง ครั้นผมส่ายหน้าเธอก็หลิ่วตายั่วเย้า...นอนคนเดียวไม่กลัวผีเหรอพี่?!

ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่อยากคุยว่า...เกิดมายังไม่เจอะผีซักที!

ตอนดื่มดวดสุราเพลินๆ นี่ทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วนักก็ไม่รู้...แผล็บเดียวสามทุ่มกว่าแล้ว ผมสั่งเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วมากินให้หนักท้อง ตั้งใจว่ารุ่งเช้าจะไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่วัดใหญ่เป็นสิริมงคล ต่อจากนั้นจะเดินเที่ยวชมเมืองก่อนจับรถไฟกลับบ้าน

ราวสี่ทุ่มผมจ่ายเงินแล้วเดินขึ้นบันไดช้าๆ ผ่านเคาน์เตอร์แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางที่เปิดไฟไว้สลัวๆ บรรยากาศเยือกเย็นน่าวังเวงใจชอบกล ผมไม่อยากคิดอะไรมาก ควักกุญแจห้องมาเตรียมพร้อมที่จะไขประตูเข้าไปนอน

เสียงฝีเท้ากึงๆ ดังขึ้นข้างหลัง ผมหันขวับไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วก็ต้องชะงักกึกเมื่อไม่เห็นใครเลย...เอ๊ะ! ยังไง? จะว่าหูแว่วก็ได้ยินชัดเจนนี่นา

หรือพิษเหล้าแบนใหญ่จะทำให้หูฝาดเฝื่อนไปเอง?

แต่เมื่อหันกลับจะเดินต่อไปก็ต้องชะงักอีกครั้ง...ขนลุกซ่าไปทั้งตัว!

นั่นคือ เด็กผู้ชายราว 10 ขวบกำลังจูงหมาดำตัวใหญ่เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกลนัก ทั้ง ๆ ที่เมื่อพริบตาก่อนทางเดินหน้าห้องพักยังว่างเปล่าอยู่แท้ ๆ พอดีเด็ก เจ้ากรรมนั่นค่อยๆ หันหน้าเชื่องช้ามายิ้มให้...

คุณพระคุณเจ้าทรงโปรดด้วยเถิด! รอยยิ้มคล้ายแสยะดูร้ายกาจ โฉดชั่วน่าขนลุกขนพอง พร้อมๆ กับเดินเหมือนลอยห่างออกไปทุกที

ผมเผ่นอ้าวเข้าไปไขกุญแจมือไม้สั่น ไขผิดไขถูก พิษเหล้าเหือดหายไปหมดสิ้น ก็พอดีมีเสียงกึงๆ อย่างตอนแรกดังขึ้นอีกจากหัวบันได ว่าจะไม่หันไปมอง ก็อดไม่ได้

นรกเป็นพยาน! เด็กอุบาทว์นั่นกำลังจูงหมาดำตัวมหึมา นัยน์ตาแดงจ้าราวเปลวไฟจ้องเขม็ง...ได้ยินเสียงหัวเราะแหบโหยสะท้านสะเทือน เข้าไปถึงหัวอกหัวใจ...ผมโถมเข้าผลักประตูโครม ใส่กลอนเสร็จก็เผ่นขึ้นเตียงอกสั่นขวัญหายแทบจะช็อกตายคาที่

"นอนคนเดียวไม่กลัวผีเหรอพี่?"

เสียงของโสเภณีนางนั้นดังแว่วขึ้นในความทรงจำ...อยากจะเก็บของเผ่นออกจาก ห้องก็ไม่กล้า กลัวจะเจอเด็กอุบาทว์กับหมานรกยืนรออยู่หน้าประตูน่ะซีครับ

รุ่งขึ้นไปกราบหลวงพ่อใหญ่ขอพรพระให้ช่วยคุ้มครองจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นานา แล้วบึ่งกลับนคร สวรรค์ทันที! บรื๋อออ...

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ โรงแรมผีสิง

ไชยา เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากโรงแรมผีสิง

ผมเป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด สมัยหนุ่มใช้ชีวิตร่อนเร่ไปตามอำเภอใจ จนมาปักหลักทำงานในอู่ซ่อมรถยนต์ที่นครสวรรค์ มีเวลาว่างก็ขึ้นรถไฟล่องมากรุง เทพฯ บ้าง ขึ้นเหนือไปจนถึงเชียงใหม่บ้าง แล้วต่อรถยนต์ไปเชียงรายอีกที

เพราะนิสัยชอบขึ้นรถไฟจับกระดูก นั่งฟังเสียงล้อบดรางกระหึ่มพลางชมวิวจากทางหน้าต่างแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ถ้ามีเวลาน้อยก็จะเดินทางไปใกล้ๆ เช่น ที่พิจิตร หรือพิษณุโลก บางครั้งหน้าเทศกาลผู้คนแทบจะล้นรถ ผมต้องยืนเกาะบันไดบ้าง ขึ้นหลังคาบ้าง...ชีวิตชายโสดไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ทำให้ใช้ชีวิตโลดโผนได้เต็มที่ แสวงหาความตื่นเต้นได้สุดๆ

จนกระทั่งไปเจอะเจอเรื่องสุดหลอนเข้าที่เมืองสองแควเต็มรักเต็มใคร่!

ช่วงนั้นอยู่ในฤดูหนาวพอดี อากาศเย็นสบายไม่เหนอะหนะเนื้อตัวแบบฤดูร้อน เหมาะเจาะกับการท่องเที่ยว ผมจับรถกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ไปถึงปลายทางในตอนเย็น เข้าพักโรงแรมเล็กๆ หลังสถานีรถไฟนั่นเอง

ใจจริงอยากนั่งรถไฟเล่นมากกว่า พอเปิดห้องที่ชั้นสองอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ลงมาเดินเตร็ดเตร่แถวๆ นั้นแหละ ตกค่ำก็กลับไปแวะชั้นล่างของโรงแรมที่มีสุราอาหารพร้อมสรรพ...สั่งเหล้า โซดา กับแกล้ม 2-3 อย่างมานั่งละเลียด พลางมองดูความเคลื่อนไหวที่แปลกหูแปลกตาไปด้วย

แต่ที่สะดุดตาพวกผู้ชาย ไม่ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มใหญ่ ก็คือผีเสื้อราตรีเริ่มโบยบินออกมาล่าเหยื่อหนาตาขึ้นทุกที!

ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยสัมผัสเสียที่ไหน สมัยนั้น 20-30 บาทก็ถือว่าใช้การได้แล้วครับ แต่งหน้าทาปากฉูดฉาดอยู่ในแสงไฟ อกพุ่ง ตะโพกผึ่งผาย นัยน์ตาหยาดเยิ้มยั่วยวน ก็มักจะทำให้ผู้ชายที่กำลังมึนๆ มองเห็นพวกเธอเป็นนางฟ้าจำแลงได้ง่ายดาย

หน้าโรงแรมก็มีเดินสูบบุหรี่เตร่ไปมา บางคนก็นั่งไขว่ห้างโชว์ขาอ่อนอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ บางคนก็โฉบเข้ามาขอบุหรี่ ชักชวนขึ้นไปบนห้อง ครั้นผมส่ายหน้าเธอก็หลิ่วตายั่วเย้า...นอนคนเดียวไม่กลัวผีเหรอพี่?!

ผมส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่อยากคุยว่า...เกิดมายังไม่เจอะผีซักที!

ตอนดื่มดวดสุราเพลินๆ นี่ทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วนักก็ไม่รู้...แผล็บเดียวสามทุ่มกว่าแล้ว ผมสั่งเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วมากินให้หนักท้อง ตั้งใจว่ารุ่งเช้าจะไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่วัดใหญ่เป็นสิริมงคล ต่อจากนั้นจะเดินเที่ยวชมเมืองก่อนจับรถไฟกลับบ้าน

ราวสี่ทุ่ม ผมจ่ายเงินแล้วเดินขึ้นบันไดช้าๆ ผ่านเคาน์เตอร์แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางที่เปิดไฟไว้สลัวๆ บรรยากาศเยือกเย็นน่าวังเวงใจชอบกล ผมไม่อยากคิดอะไรมาก ควักกุญแจห้องมาเตรียมพร้อมที่จะไขประตูเข้าไปนอน

เสียงฝีเท้ากึงๆ ดังขึ้นข้างหลัง ผมหันขวับไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่แล้วก็ต้องชะงักกึกเมื่อไม่เห็นใครเลย...เอ๊ะ! ยังไง? จะว่าหูแว่วก็ได้ยินชัดเจนนี่นา

หรือพิษเหล้าแบนใหญ่จะทำให้หูฝาดเฝื่อนไปเอง?

แต่เมื่อหันกลับจะเดินต่อไปก็ต้องชะงักอีกครั้ง...ขนลุกซ่าไปทั้งตัว?

นั่นคือ เด็กผู้ชายราว 10 ขวบกำลังจูงหมาดำตัวใหญ่เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกลนัก ทั้งๆ ที่เมื่อพริบตาก่อนทางเดินหน้าห้องพักยังว่างเปล่าอยู่แท้ๆ พอดีเด็กเจ้ากรรมนั่นค่อยๆ หันหน้าเชื่องช้ามายิ้มให้...

คุณพระคุณเจ้าทรงโปรดด้วยเถิด! รอยยิ้มคล้ายแสยะดูร้ายกาจ โฉดชั่วน่าขนลุกขนพองพร้อมๆ กับเดินเหมือนลอยห่างออกไปทุกที

ผมเผ่นอ้าวเข้าไปไขกุญแจมือไม้สั่น ไขผิดไขถูก พิษเหล้าเหือดหายไปหมดสิ้น ก็พอดีมีเสียงกึงๆ อย่างตอนแรกดังขึ้นอีกจากหัวบันได ว่าจะไม่หันไปมองก็อดไม่ได้

นรกเป็นพยาน! เด็กอุบาทว์นั่นกำลังจูงหมาดำตัวมหึมา นัยน์ตาแดงจ้าราวเปลวไฟจ้องเขม็ง...ได้ยินเสียงหัวเราะแหบโหยสะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวอกหัวใจ...ผมโถมเข้าผลักประตูโครม ใส่กลอนเสร็จก็เผ่นขึ้นเตียงอกสั่นขวัญหายแทบจะช็อกตายคาที่

"นอนคนเดียวไม่กลัวผีเหรอพี่?"

เสียงของโสเภณีนางนั้นดังแว่วขึ้นในความทรงจำ...อยากจะเก็บของเผ่นออกจากห้องก็ไม่กล้า กลัวจะเจอเด็กอุบาทว์กับหมานรกยืนรออยู่หน้าประตูน่ะซีครับ

รุ่งขึ้นไปกราบหลวงพ่อใหญ่ขอพรพระให้ช่วยคุ้มครองจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นานา แล้วบึ่งกลับนครสวรรค์ทันที! บรื๋อออ...

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ โรงแรมผีสิง

ญาดา เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากโรงแรมผีสิง

ดิฉันไม่ค่อยได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างจังหวัด นอกจากจะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว สาเหตุสำคัญที่กล้ายอมรับอย่างไม่อายก็คือ...กลัวผีค่ะ!

คิดดูซิคะว่าถ้าไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ต้องนอนโรงแรม ไม่ว่าจะไปกับญาติมิตรสนิทสนมแค่ไหนก็ต้องนอนโรงแรมวันยังค่ำ...ไม่ว่าจะโรงแรมชั้นหนึ่ง หรูหราขนาดไหนก็ตาม เมื่อนึกถึงสภาพต่างๆ แล้วขนลุกขนพองยังไงบอกไม่ถูก

ใครต่อใครล้วนแต่เคยมาอยู่ มาหลับนอน รวมทั้งกิจกรรมอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย และไม่ทราบว่าเคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่? รุนแรงน่ากลัวมากน้อยเพียงใด? นอกจากจะไม่สนิทใจแล้วยังรู้สึกผิดที่ผิดทางด้วยค่ะ!

เคยมีประสบการณ์มาก่อนเพราะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ นับครั้งได้ แต่ยังไม่เคยนอนคนเดียวสักครั้ง! อ้อ...ไม่คิดจะลองด้วยค่ะ ขนาดนั้นยังนอนไม่ค่อยหลับ

จนกระทั่งครั้งล่าสุด ดิฉันไปเที่ยวหัวหินกับสามีเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง...

เราเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ยอมรับว่ายังมีอารมณ์โรแมนติกตามประสาคนที่รักกัน...ไปไหนก็ไป ยิ่งเป็นสถานตากอากาศชายทะเลระดับคลาสสิค โดยเฉพาะไปกับคนที่เรารักด้วยแล้ว...เรื่องกลัวผีก็กลายเป็นเรื่องรองๆ ลงไปเลย

แต่คืนแรกเท่านั้นเอง ดิฉันก็เจอดีเข้าอย่างจัง!

เราได้ห้องพักของโรงแรมชายทะเล แม้ว่าจะค่อนข้างเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มครึ้ม ครั้นเราลงไปเดินเล่นที่ชายหาดก็รู้สึกเพลิดเพลินกับเสียงคลื่นเสียงลม มองดูหนุ่มสาวเดินคลอคู่กันผาสุก เด็กๆ วิ่งเล่นไล่กัน และบ้างก็ขุดดินขุดทราย อยู่ใกล้ๆ คุณแม่ ส่วนคุณพ่อถ่ายวิดีโออย่างตั้งอกตั้งใจ

หลังจากออกไปหาอาหารที่ตลาด เราก็กลับมาพักผ่อนหลับนอน กะโปรแกรมที่จะไปเที่ยวน้ำตกป่าละอู ไม่ต้องกลัวภัยจากน้ำป่าเหมือนฤดูฝน...

สามีหลับสนิทอยู่เคียงข้าง ได้ยินเสียงหายใจดังสม่ำเสมอ ส่วนดิฉันหลับตาอยู่ในความมืดเพราะเราชอบดับไฟนอนตรงกัน...นึกแปลกใจว่าน่าจะหลับตั้งนานแล้วนะ แต่ทำไมถึงไม่รู้สึกง่วงนอนเสียเลย

นอกจากเสียงคลื่นเสียงลมที่ดังแว่วมา สรรพสิ่งก็เงียบเชียบจนแทบจะได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ แอร์เย็นฉ่ำกำลังสบาย...พรุ่งนี้ไปเที่ยวน้ำตกป่าละอูแล้วจะไปไหนอีกนะ ตอนกลางวันกินอาหารร้านไหน? ห้องนี้เคยมีเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้นมาก่อนไหม?

อ้อ...มีผีหรือเปล่าหนอ?

ดิฉันรู้ว่าตัวเองกำลังคิดฟุ้งซ่าน พยายามข่มใจหลับเต็มที่ด้วยการนับหนึ่งถึงสิบซ้ำไปซ้ำมา...พอความคิดวอกแวกก็กลับมาเริ่มต้นใหม่หลายครั้ง...จนกระทั่งความรู้สึกเริ่มเคลิบเคลิ้มเข้าสู่ภวังค์...

เสียงหอบหายใจแรงๆ ดังขึ้นใกล้ๆ หูนี่เอง

สามีเหรอ...ไม่ใช่นะ! มันดังมาจากอีกด้านของเตียงข้างๆ ต่างหากล่ะ แต่มันว่างเปล่านี่นา! ดิฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองฝันไปหรือเปล่า แต่จำได้ว่าค่อยๆ เบือนหน้าไปมอง

คุณพระช่วย! หญิงชายคู่หนึ่งกำลังกอดรัดกันเนบแน่น เรือนร่างเปลือยเปล่าเหมือนทารกแรกเกิดทั้งคู่ แม้ว่าจะมีเพียงแสงรางๆ ส่องผ่านม่านเข้ามา ก็ยังเห็นชัดว่าเขากับเธอกำลังปล่อยอารมณ์ให้โลดแล่นไปกับไฟเสน่หาไม่ยับยั้ง

วูบหนึ่ง ดิฉันชาไปทั้งตัว แขนขาแข็งทื่อหนักอึ้งราวท่อนเหล็กเมื่อเพิ่งนึกได้ว่า...หนุ่มสาวคู่นั้นเข้ามาแสดงความพิศวาสเผ็ดร้อนในห้องพักของเราได้ยังไงกัน?

เสียงหอบหายใจไม่หยุดหย่อน ดังขึ้น...ดังขึ้นประหนึ่งกลายเป็นเสียงกลองที่กำลังกระหน่ำอยู่ในทรวงอกดิฉัน เล่นเอาเหงื่อกาฬแตกซิก ปากคอแห้งผากไปหมด แม้ว่ายังขยับเขยื้อนเนื้อตัวไม่ได้เลย

นัยน์ตาเบิกค้าง ลืมโพลง อยากจะร้องเรียกสามีแต่ก็อ้าปากไม่ขึ้น เหงื่อหยดเผาะ กลั้นลมหายใจ กระเดือกน้ำลายลงคออย่างยากเย็น อยากหลับตา อยากร้องไห้ แต่เสียงหอบหายใจยิ่งดังขึ้นราวกับจะกระหึ่มไปทั้งห้อง...

เกือบพร้อมๆ กับที่หนุ่มสาวคู่นั้นหันขวับมามองดิฉันในพริบตา!

แก้วหูแทบจะลั่นเปรี๊ยะเพราะเสียงกรีดร้องของตัวเอง สามีลุกพรวดขึ้นนั่งเปิดไฟหัวเตียง ดิฉันร้องไห้โฮโผเข้ากอดเขา หลับตาชี้ไปที่เตียงนั้นแต่สามีบอกว่าไม่มีอะไร

ไม่มีน้ำตกป่าละอูหรือที่ไหนอีกแล้วค่ะ รุ่งขึ้นเราก็บึ่งกลับกรุงเทพฯ ทันที...ต่อไปนี้สาบานว่าจะไม่ยอมไปนอนโรงแรมไหนๆ อีกแล้ว ขนหัวลุกค่ะ!

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

บทความที่ได้รับความนิยม