แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรืองผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรืองผี แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ โรงแรมเฮี้ยน นครสวรรค์


















ช่วงนี้ทำบุญบ่อย ใส่บาตรแทบทุกวัน เนื่องจากกลัวว่าคุณยายจะไม่มีอะไรทานในสวรรค์

ทุกครั้งที่ทำบุญจะอธิษฐานให้ตัวเองไม่ต้องเจอผี คือ ไม่ต้องมาขอส่วนบุญ ถ้าทำบุญจะอุทิศฯ ไปให้คุณผีเองโดยไม่ต้องมาขอ

ดังนั้น ช่วงนี้สบายใจ ไม่ต้องโดนผีหลอกค่ะ แต่ว่าเพื่อน ๆ อยากฟังเรื่องผีอีกเหรอ? อืมม……..งั้นเอาเรื่องที่เคยเจอในอดีตมาเล่าให้ฟังละกันค่ะ

อืมม บอกไว้ก่อนเผื่อมีเพื่อน ๆ บางคนที่เคยฟังแล้ว เพราะว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เคยเล่าในรายการเดอะช็อคค่ะ…..

อ้อ…..เหตุการณ์ในเรื่องนี้ บางคนอาจจะคิดว่า โอเวอร์ก็ได้ แต่อยากจะบอกว่า เรื่องนี้เรื่องจริง ๆ เลยค่ะ เจอกันหลายคนเลยล่ะ

ตอนนั้นฉันมีโอกาสได้แสดงภาพยนต์เรื่องนึง (แต่หนังไม่ดังหรอก เพราะช่วงนั้นหนังไทยไม่ทำเงินเหมือนช่วงนี้)

เราไปถ่ายทำกันที่จังหวัดนครสวรรค์ พอตกกลางคืน ทางทีมงานก็เปิดห้องพัก 2 ห้องให้ฉัน แม่ น้องชาย และพี่คนขับรถ ได้พักผ่อนกัน

ด้านล่างของโรงแรม ค่อนข้างสวยงามใช้ได้ แต่พอขึ้นลิฟท์ไปจนถึงห้องพักนี่สิ…….บรรยากาศน่ากลัวสุด ๆ เหมือนกับคนละโลกกันเลย

อ้อ…..ลืมบอกไปว่าตอนนี้ฉันมาถึงห้องพักน่ะ เป็นเวลาโพล้เพล้พอดี คือ ประมาณหกโมงเย็นกว่า ๆ แล้วล่ะ ทำให้พอมองบรรยากาศข้างนอกได้ค่อนข้างชัด

ฉันมองผ่านหน้าต่างออกมา ก็เห็นว่า มีหลุมศพอยู่ 2 หลุมติดกันเลย ตอนนั้นใจน่ะ อยากจะขอเปลี่ยนห้องแล้วล่ะ แต่ก็เกรงใจทางทีมงานอยู่ไม่น้อย กลัวว่าถ้าทำตัวเรื่องมาก ก็พาลจะถูกนินทาเอาได้ ก็เลยจำใจนอนห้องนี้ก็ได้ฟะ…..

และอีกอย่างก็คิดว่า วิวห้องไหน มันก็คงจะเหมือน ๆ กันแหละ แต่ตอนนั้น ยังไม่ทันได้สำรวจห้องอะไรมากมาย ก็ต้องรีบลงไปข้างล่างก่อน เพราะว่าเดี่ยวจะมีพี่ที่กองถ่ายจะต้องบอกคิวว่า วันไหนจะต้องย้ายกองไปที่ไหน และพวกเราก็ลงไปเที่ยวในเมือง เพื่อหาอะไรอร่อย ๆ ทานด้วย

กว่าจะกลับมาที่ห้องอีกทีก็สัก 1 ทุ่มกว่า ๆ ก็เริ่ม ๆ ทำการสำรวจห้อง พบว่า……

– ห้องพักเก่ามากกกกกกกกกกก

– เตียงนอนก็เหม็นสุด ๆ มีคราบเหลือง ๆ แดง ๆ อะไรก็ไม่รู้ ปะปนกันมั่วไปหมด

– ส่วนผนังห้องก็มีสีแดง ๆ คล้ายคราบเลือดเลอะผนังห้องเต็มไปหมด

– ห้องน้ำ ก็มีไฟหลอดแดง ๆ ประมาณ 40 วัตต์ ห้อยโตงเตงอยู่
สีของหลอดก็สลัว ๆ ได้อารมณ์สยิวกิ้วยิ่งนัก

– กระจกห้องน้ำไม่ต้องพูดถึง เป็นคราบ ๆ เลอะ ๆ เต็มไปหมด เวลามองหน้าตัวเองในกระจก จะรู้สึกว่าตัวเองดูป่วย ๆ ดูโทรม ๆ ไปถนัดตา พูดง่าย ๆ ว่าดูแล้วน่ากลัวน่ะค่ะ

– อ่างอาบน้ำ และฝักบัว ก็เก่าแสนเก่า ในอ่างนี่ก็มีคราบเหลือง ๆ แดง ๆ ปะปนกัน มองยังไงก็ไม่กล้าอาบน้ำในอ่างแน่ ๆ กลัวโดนผีจับกดน้ำ

– ห้องเหม็นอับมาก ๆ ขอบอก เหมือนกับไม่เคยมีการทำความสะอาดมาก่อน

หลังจากที่ฉัน สำรวจห้องพัก ทั้ง 2 ห้องเรียบร้อยแล้ว ฉันก็มีความคิดเจ้าเล่ห์นิด ๆ ก็คือ ฉันเลือกที่จะนอนในห้องที่มี TV ค่ะ

เพราะคิดเอาเองว่า อย่างน้อย ๆ ห้องนี้ก็น่าจะไม่มีผี เพราะว่า น่าจะมีคนมาพักบ่อย เพราะยังมี TV อยู่เลย

ส่วนห้องที่ไม่มี TV ฉันก็ยกให้น้องชาย กับพี่ที่มาขับรถให้ นอนแทน อิอิ

ดังนั้น ฉันกับแม่ก็เลือกที่จะนอนห้องนี้ พอเข้าห้องฉันก็เปิดทีวีดู อ้อ…ที่โรงแรมนี้ไม่มียูบีซีหรอกนะคะ ดังนั้นก็ต้องดูรายการปกติของสถานีแทน

ฉันก็กำลังปรับ ๆ ทีวีดู ส่วนแม่ฉันก็นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ขณะที่ฉันกำลังปรับทีวีอยู่นั้น ก็หันมาเห็นแม่ทำหน้าแปลก ๆ พร้อมทำจมูกฟุดฟิต ๆ

ฉันถามว่ามีอะไรเหรอ แม่ก็ไม่ตอบ พร้อมส่งซิก ว่าเหมือนกำลังมีอะไรบางอย่าง ที่มองไม่เห็นอยู่ข้าง ๆ แม่ฉัน

ฉันก็เลยถามว่า “มีอะไรเหรอ แม่”

แม่ก็ตอบว่า “ได้กลิ่นอะไรมั้ย เหม็นมาก ๆ”

ฉันก็ตอบว่า “ไม่ได้กลิ่นค่ะ”

สักพัก เหมือนสิ่งที่มองไม่เห็นจะได้ยิน แล้วเดินมาทางฉัน เพราะขณะที่ฉันปรับทีวีที่ไม่ชัดอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ก็ได้กลิ่นขึ้นมา

เป็นกลิ่นเน่า เหมือนมีอะไรตาย มาอยู่ข้าง ๆ ฉัน เหม็นมากกกกกก

พอฉันได้กลิ่น ฉันก็หันไปมองหน้าแม่ พร้อมกับบอกแม่ว่า “ได้กลิ่นแล้ว ๆ”

ฉันถามว่า “แม่ยังได้กลิ่นอยู่หรือเปล่า”

แม่บอก “ไม่ค่อยได้กลิ่นแล้ว”

ฉันก็เลยตอบไปว่า “ตอนนี้เค้าคงมายืนข้าง ๆ ฉันแล้วล่ะ เพราะกลิ่นตรงนี้แรงมาก ๆ เมื่อกี้ยังไม่มีอยู่เลย” พอพูดยังไม่ทันขาดคำ สิ่งที่มองไม่เห็นนั่น ก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาทันที……

คือ ทีวีที่ฉันกำลังปรับ เพื่อให้ภาพคมชัดนั้น ตอนนั้นกำลังจะดูข่าวหรือละครช่อง 7 นี่ละ จากภาพข่าว ก็กลายเป็น ภาพข่าวอย่างเดียว แต่เสียงที่ควรจะรายงานข่าวน่ะ กลายเป็นเสียงสวดมนต์แบบแขก ๆ ฉันก็ลองเปลี่ยนเป็นช่องอื่น ๆ แต่ว่าเสียงก็ยังเป็น เสียงสวดมนต์เหมือนเดิมทุกช่อง มันน่าแปลกมั้ยล่ะ?

สักพักมันเริ่มจะไม่ไหวแล้ว เพราะว่าพอฉันปิดทีวี มันก็ยังมีเสียงสวดมนต์อยู่เลย นั่นทำให้ฉันกับแม่ ตัดสินใจวิ่ง ลุกออกไปเปิดประตู เพื่อวิ่งไปยังห้องน้องชาย แต่ว่า

ประตูมันเปิดไม่ออกค่ะ เปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออกสักที

แต่โชคยังดีที่โทรศัพท์ใช้การได้ ฉันจึงโทรมาที่ห้องของน้อง บอกให้น้องมานี่หน่อยไม่ต้องพูดอะไร ให้รีบ ๆ มาเดี๋ยวนี้เลย

น้องฉันก็เลยมาเคาะประตู พร้อมกับบิดประตูเข้ามาอย่างง่ายดาย

ส่วนฉันกับแม่ พอเห็นน้องชายเข้ามาได้ ก็ค่อยโล่งอก
รีบวิ่งแจ้นออกนอกห้องกันแทบไม่ทัน

พอเข้ามาห้องน้องชายเรียบร้อยแล้ว แม่ก็บอกว่าลืมของในห้อง พี่คนที่ขับรถมาให้ก็เลยบอกว่า จะไปหยิบมาให้ พร้อมกับเรียกน้องชายของฉันให้ไปเป็นเพื่อน

แต่ว่าเค้าไม่ได้หยิบแค่ของอย่างเดียว ยังหยิบอย่างอื่นเข้ามาด้วย นั่นก็คือ…….

ที่นอนค่ะ

นาทีนั้น ตอนที่ฉันเห็นที่นอน ฉันนะตกใจมาก ๆ เพราะว่ามันเหมือนกับการเอาของ ๆ ห้องที่มีผีเข้ามา แบบนี้ผีมันก็ตามเข้ามาด้วยน่ะสิ คิดยังไม่ทันไร ตาก็เหลีอบไปเห็น

เลือดค่ะ เลือดเลอะเต็มด้านหลังของที่นอนนั่นเลย ไม่ใช่เลือดประจำเดือนแน่ ๆ เลือดมากขนาดนี้ สงสัยมีการฆ่ากันตาย บนเตียงนี้แน่ ๆ

คือ ตอนที่น้องฉันกับพี่คนขับรถ ไปหยิบที่นอนน่ะ เขาไม่เห็นเลือด แต่เห็นว่าพอหยิบที่นอนมาแล้วเจอยันต์ และหนังสือสวดมนต์วางอยู่ใต้ที่นอน

นั่นทำให้ฉันกับแม่ ร้องพร้อมกันว่า “เอาไปเก็บเดี่ยวนี้”

น้องฉันกับพี่คนขับรถยังงงไม่หาย จนฉันต้องบอกต่อว่า

“เลือดเต็มไปหมด” นั่นทำให้น้องชายฉันถึงกับเข่าอ่อน ด้วยความตกใจ เพราะเกิดมา ไม่เคยเห็นที่นอน ที่มีเลือดเยอะขนาดนี้เลย

น้องชายฉันไม่กล้าไปที่ห้องนั่นเลย แต่ว่าแม่สั่งให้ช่วยพี่เค้า น้องชายฉันเลยต้องช่วยกัน แบกที่นอนไปเก็บด้วยความจำใจ…..

พี่คนขับรถให้ฉัน เป็นนักวิทยุฯ สมัครเล่นด้วย เค้าจะมี”วอ” (ที่เหมือนของตำรวจน่ะค่ะ ที่ใช้คุยกันน่ะค่ะ) ติดตัวตลอด เพื่อใช้พูดคุยกัน ซึ่งเจ้าวิทยุ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “วอ” เนี่ย ก็จะสามารถพูดคุยกับคนในท้องถิ่นนั้นด้วย

ฉันก็ได้ยิน พี่จิ้น (ก็พี่คนที่ขับรถให้ฉันนั่นแหละ) พูดคุยกับคนในวอ แล้วคนในวอเค้าก็ถามว่า พักที่ไหน โรงแรมอะไร

พี่จิ้นก็ตอบ ๆ ไป สักพักเค้าก็ตอบกลับมาว่า (แล้วไม่ใช่ตอบคนเดียวนะ คือ ในวอเนี่ย มันจะคุยกันได้หลาย ๆ คนเลยล่ะ) คนในวอ เค้าก็แทบจะพร้อมใจกัน ตอบออกมาว่า…..

“หา อะไรนะ ทำไมมานอนโรงแรมนี้ล่ะ นี่มันโรงแรมผีสิงนะ ผีดุมาก ผีแขกด้วย เป็นป่าช้าเก่า ให้พวกเรารีบย้ายออกมาโดยด่วน ไม่มีใครนอนโรงแรมนี้ได้พ้นคืนหรอก ต้องวิ่งป่าราบกันทุกคน เพราะว่าในโรงแรมนี้น่ะ มีทั้งฆ่ายัดใต้เตียง ฆ่ากันในอ่างอาบน้ำ และที่สด ๆ ร้อน ๆ เมื่อ 3 วันที่แล้ว ยิงกันตายในลิฟท์”

โอ้ว พระเจ้าช่วยกล้อยทอด นี่มันอะไรกันฟะเนี่ยยย

ฉันนั่งฟังตาปริบ ๆ น้องชายฉันก็นั่งทำหน้าเหวอ ๆ แม่ฉันก็อึ้ง ๆ
ส่วนพี่จิ้น ก็ยังคุยไม่เลิก ยิ่งพูดก็ยิ่งน่ากลัว ๆ เรื่อย ๆ

จริง ๆ ฉันบอกให้พี่จิ้นเลิกคุยได้แล้ว เพราะยิ่งคุยมันก็เหมือนกับ เราท้าทายเค้าน่ะค่ะ แต่พี่จิ้นเค้าไม่ยอมเลิกคุย โดยให้เหตุผลว่า เราควรจะรู้ประวัติของโรงแรมนี้ให้มากที่สุด และอีกอย่างในนี้คนเยอะ เค้ารู้สึกว่ามันไม่น่ากลัว เหมือนมีคนร่วมทุกข์ร่วมสุขเพียบ….

พูดง่าย ๆ ว่าพอเจออะไรไป พี่จิ้นก็รีบรายงานให้คนในวอฟังทันที ประหนึ่งตัวเองเป็นนักข่าวรายงานสดนอกสถานที่

ฉันนึกในใจว่า “รู้แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาฟะ รู้แล้วยิ่งกลัวเปล่า ๆ”

ยิ่งคนในวอ เล่าประสบการณ์สยองมากเท่าไหร่ เกี่ยวกับโรงแรมนี้ ต่างคนก็ต่างเล่ากันใหญ่ว่าเจออะไร มันก็ยิ่งเป็นการท้าทาย ๆ คุณผีมากขึ้น ๆ เพราะว่าตอนนี้เค้าเริ่มจะแสดงอิทธิฤทธิ์มากขึ้นกว่าเดิม เช่น…..

ห้องน้ำ มีเสียงกดชักโครกเอง น้ำไหลซู่ เหมือนมีคนเปิดน้ำทิ้งไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ และมีเสียงคนเดินในห้องน้ำ

หน้าต่าง ไม่มีระเบียง แต่มีคนเคาะหน้าต่างบ่อยมาก ๆ ก็คิดดูสิว่าใครเคาะล่ะ จะว่าต้นไม้ก็ไม่ใช่ เพราะตอนเย็นน่ะ มองแล้วว่าไม่มีต้นไม้ใหญ่ มาเลาะหน้าต่างแน่นอน

ประตู มีคนมาเคาะประตูทั้งคืน ตอนแรกฉันนึกว่าทีมงานมาแกล้ง จึงส่องตาแมวไปดู ปรากฏว่า ไม่มีใครสักคน

สักพักก็ยังมีคนมาเคาะอีกหลายหน ฉันจึงตัดสินใจลุกไปกัน 3 คนเพื่อส่องตาแมวให้รู้ไปเลยว่าใครมาแกล้งฟะ ปรากฏว่าขณะที่เสียงเคาะประตูกำลังดังอยู่นั้น ฉันส่องตาแมวพอดี ก็ไม่เห็นมีใครมาเคาะประตูเลย นั่นทำให้ฉันเหวอมาก ๆ

ส่วนลิฟท์ ก็มีเสียงคนขึ้นลงตลอดเวลา และที่สำคัญไม่ว่าลิฟท์จะขึ้นหรือลงยังไง ก็ต้องมาหยุดตรงชั้นห้องของฉัน และต้องมีเสียงคนเดินมาหยุดหน้าห้องทุกที ซึ่งแน่นอนว่า พวกเราไปส่องตาแมวดูแล้วก็ไม่มีใครสักคน

สักพัก พี่จิ้นเริ่มทนไม่ไหว ขณะที่ประตูกำลังเคาะอยู่นั้น พี่จิ้นก็แสดงความกล้าหาญด้วยการเปิดประตูทันที แล้วก็ออกไปมองข้างนอก ว่าใครวะ มาแกล้งป่านนี้ ซึ่งก็ไม่เจอใครสักคนเลยค่ะ และก็ไม่มีทางด้วยที่ใครจะมาแอบ เพราะมันไม่มีมุมให้แอบได้เลย

อ้อ ส่วนห้องข้าง ๆ คือ จะมีลิฟท์ก่อน และก็ห้องเก็บของ และก็ห้องฉัน นะคะ ก็เคาะผนังตรงหัวเตียงฉันทั้งคืนเช่นกันค่ะ

คุณลองคิดเล่น ๆ ดูสิ ว่าฉันกำลังนอนกลัวอยู่บนเตียง แต่หัวเตียงน่ะ มีเสียงคนเคาะดังมาก ๆ เลย เคาะป๊อก ป๊อก ป๊อก แถมลากของทั้งคืน เสียงเหมือนลากตู้ ลากเตียง เอี๊ยด อ๊าดทั้งคืน

สักพัก น้องชายของฉันก็กลัวจนหลับไป คือ นอนทั้งน้ำตาน่ะค่ะ ขณะที่น้องฉันกำลังหลับอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมา ทำท่าทางเหมือนคนแขก และก็พูดภาษาแขก ๆ ว่า อะบิดาบา อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่ว่าน่ากลัวมาก ๆ เพราะว่าปกติน้องชายฉันไม่เคยนอนละเมอเลย แต่นี่ลุกขึ้นมาดื้อ ๆ อย่างนั้น มันน่ากลัวมาก ๆ ค่ะ จนแม่ต้องให้พระคล้องคอน้องใส่ น้องถึงนอนลงได้

อ้อ…ลืมบอกไปว่า ตอนที่เข้าห้องนี้แล้ว ช่วงที่เกิดเหตุการณ์แรก ๆ ขึ้นคือ มีคนเคาะประตูนี่ ฉันกับคุณแม่ก็สวดมนต์พระคาถา ชินบัญชรด้วยนะคะ ลองคิดดูสิว่าขนาดสวดมนต์ก็แล้ว แผ่ส่วนบุญส่วนกุศล บอกเจ้าที่เจ้าทางก็แล้ว ยังโดนขนาดนี้ ถ้าไม่ทำจะโดนขนาดไหนเนี่ย

(อ้อ ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ ตี 4 กว่าพอดี หมาแถวบ้านหอนกันสนั่นเลย ได้อารมณ์จริง ๆ )

ตอนแรก ๆ แม่เริ่มถอดใจ หลังจากน้องชายโดนผีเข้า แม่กะว่า เราออกไปหาโรงแรมอื่น นอนกันเถอะลูก แต่เรากลับคิดว่า นอนที่นี่ต่อไปดีกว่า….. เพราะว่า

– กลัวผีในลิฟท์อีก เกิดเข้าลิฟท์ดี ๆ แล้วลิฟท์ค้างกะทันหัน ไฟดับจะทำอย่างไร ไม่ตายกันในลิฟท์เหรอ ป่านนี้แล้วใครจะมาช่วย

– ตอนนั้นมันก็ดึกมาก ๆ แล้ว ตีอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน เพราะไม่เคยมาจังหวัดนี้มาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าที่อื่นมันจะดุกว่านี้หรือเปล่า

สรุปคืนนั้น เรียกได้ว่าแทบไม่ได้นอน เจอผีกันทั้งคืน

เจอจนจากกลัวเป็นโกรธ ฉันโกรธจริง ๆ นะ เข้าใจเลยว่า คนที่กลัวอะไรสุด ๆ สามารถเปลี่ยนความกลัว เป็นความโกรธได้

คือ ช่วงหลัง ๆ เริ่มจะชินแล้ว อยากหลอกก็หลอกล่ะกัน เพราะอย่างน้อย เค้าก็ยังใจดีที่ไม่มาให้เห็นกันจะ ๆ ไม่งั้นคงช็อกตายคาที หรือไม่ก็วิ่งป่าราบเหมือนคนอื่น ๆ

ฉันกับแม่เผลอหลับไปในตอนเช้า ส่วนพี่จิ้นก็หลับคาวอนั่นแหละ ตื่นมาอีกทีก็ 9 โมงกว่า รีบเผ่นจากห้องกันแทบไม่ทัน

ระหว่างออกจากห้อง ก็ต้องเดินผ่านห้องเก็บของข้าง ๆ ที่เมื่อคืนลากอะไรกันไม่รู้ทั้งคืน ฉันเหลือบไปเห็น ที่นอน (อีกแล้ว) แต่คราวนี้เป็นที่นอนที่มีเลือดเกือบจะสด ๆ เลอะเต็มที่นอน และไหลเป็นคราบมากองที่พื้นอีกด้วย

อ้อ…..พอดีมีคนทำความสะอาด 2 คนเดินมาพอดี ฉันเลยถามเลยว่า พี่คะ ห้องนี้เมื่อคืนมีใครเข้ามาลากอะไรหรือเปล่าคะ

พี่คนทำความสะอาดทำหน้าตาเหวอ ๆ บอกกลับมาว่า ห้องนี้ไม่มีคนหรอกค่ะ พอตกเย็นพนักงานก็รีบกลับบ้านกันหมดแล้ว ไม่มีใครกล้าทำงานตอนกลางคืนหรอก เพราะโรงแรมนี้ผีดุจะตาย ดูสิ ขนาดกลางวันแสกๆ เค้ายังไม่กล้าทำงานคนเดียวเลย ต้องขึ้นมาเป็นเพื่อนกัน 2 คน แล้วที่นอนที่เห็นนี่ ก็เพิ่งฆ่ากันตายมาไม่กี่วัน เลือดยังนองอยู่ ไม่มีใครกล้าเช็ด

พอทราบความดังนั้น พวกเราก็ขอบคุณพร้อมกับรีบลงจากลิฟท์ ลิฟท์ก็น่ากลั๊ว น่ากลัว นี่ขนาดตอนเช้านะเนี่ย

พอลงมาก็เจอเจ้าของโรงแรม เดินมาทักทายใหญ่เชียว ว่าเมื่อคืนหลับสบายมั้ยครับ?

โห…..ฉันนะ รีบบอกใหญ่เลยล่ะ ว่าเมื่อคืนเจออะไร

เจ้าของโรงแรมรีบบอกกลับทันที่ว่า “ที่คุณเจอน่ะ มันยังเล็กน้อย ผมเจอยิ่งกว่านี้อีก และอีกอย่าง วันนี้ผมจะทุบโรงแรมนี้ทิ้งพอดี เพราะว่าเปิดต่อไป ก็ไม่มีใครมาพักเลย เนื่องจากผมก็ยอมรับว่าโรงแรมผมผีดุจริง ๆ เมื่อคืนเป็นคืนสุดท้าย ผีเค้าเลยมาทักทายซะหน่อย”

ฉัน แม่ น้อง พี่จิ้น ยืนฟังตาเหลือก

เรานึกในใจว่า “อะไรฟะ ผีดุแบบนี้กล้าให้พวกเรามานอนได้ไงฟะเนี่ย”

เราถามเกี่ยวกับทีมงานคนอื่น ๆ ก็ได้ความว่า ไม่มีใครพักที่นี่เลยค่ะ (พูดง่าย ๆ ว่าทั้งโรงแรมมีฉันอยู่ห้องเดียว) คือ ดาราคนอื่น เค้ารู้กันหมดแล้วว่าที่นี่ผีดุ ไม่มีใครกล้าพัก ส่วนเราเพิ่งเล่นเรื่องแรก ยังไม่รู้อะไร ไม่มีใครบอก เลยได้พักไป ซวยไป

อีก 2 วันต่อมาก็มีคิวถ่ายต่อ แหม…ทีมงานถามกันใหญ่เลย ว่าเจออะไรบ้าง หึหึ สนุกกันเข้าไป

นี่ละหนา ที่เค้าว่าคนในวงการบันเทิง ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูจริง ก็ดูสิ ไม่มีใครบอกฉันสักคน

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ วิญญาณในภาพถ่าย





วนิดา เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากภาพผีสิง

ตอนนี้ดิฉันกำลังขนลุกกับรูปถ่ายขาวดำของหญิงสาวแสนสวยในกรอบกระจก ที่คุณลุงดิฉันเก็บขึ้นมาจากกองขยะใกล้บ้าน!

ทุกเช้า...เช้ามืดนะคะ! ขอย้ำให้คุณๆ เห็นภาพพจน์ คุณลุงจะเดินออกกำลังกายรับอรุณเกือบ 500 เมตรไปถึงตลาด ถือโอกาสใส่บาตรแล้วเดินกลับ สวนกับผู้คนที่เร่งรีบออกไปทำงาน

ตอนนี้ล่ะค่ะที่ท่านจะต้องเดินผ่านที่ทิ้งขยะประจำซอย ทางกทม.เขาเอาถังขยะใบมหึมาตั้ง 4-5 ใบมาวางเรียงให้แต่ก็ยังไม่พอใส่ขยะ ไม่รู้ว่าอะไรมาทิ้งกันนักหนา

กองขยะนี้เป็นขุมทรัพย์ของหลายๆ คนนะคะ อย่างพวกเก็บของเก่าและคุณลุงของดิฉันนี่แหละ ดูท่าทางสนุกเหมือนเด็กเล่นขุดหาสมบัติไม่มีผิด ท่านมีมิตรจิตมิตรใจกับคนเก็บขยะมาก มักจะเก็บหนังสือพิมพ์เก่าๆ และเศษไม้ไว้ให้พวกเขาเอาไปขายกัน

บางครั้งพวกนั้นจะช่วยยกฟูกอันหนักๆ หนาๆ เข้ามาให้ และช่วยกันเช็ดอย่างดี คุณป้าเห็นเข้าจะโวยวาย "โฮ้ย! เอาเข้ามาทำไม ที่นอนคนนอนตายหรือเปล่าก็ไม่รู้"

จากนั้นคุณป้าก็ออกคำสั่งเด็ดขาดว่าให้เอาไปทิ้งที่เก่าเดี๋ยวนี้!

เรารู้ว่าคุณลุงเก็บของจากกองขยะติดมือเข้าบ้าน ทุกเช้า ส่วนมากจะเป็นเศษผ้า เพราะในซอยมีโรงงานเย็บผ้าด้วย ผ้าพวกนี้ใช้ประโยชน์ได้ อย่างน้อยก็เป็นผ้าขี้ริ้วไว้เช็ดถูชิงช้าหน้าบ้านและโต๊ะหินข้างสนาม ใช้เสร็จก็ทิ้งได้เพราะทั้งเปื้อนฝุ่นและเปื้อนขี้นก

เศษผ้าพวกนี้เขาเอามาทิ้งให้เราใช้อย่างเหลือเฟือทุกวันเชียวล่ะ

คืนหนึ่งราวๆ ตี 2 หมาบ้านเรา 4-5 ตัวพากันเห่าหอนผิดปกติจนสามีกับลูกลุกขึ้นไปเดินด้อมๆ มองๆ ภายในบ้าน เพราะเกือบแน่ใจว่ามีโจรผู้ร้ายปีนรั้วเข้ามา...แต่ถ้ามันเข้ามาแล้วหมาเห่า ขนาดนี้ มันก็คงไม่มีแก่ใจจะขโมยอะไรอีกแล้วค่ะ

ทว่า เกือบชั่วโมงผ่านไปมันก็ยังเห่ากันไม่เลิก บางทีก็ครวญคราง บางตัวก็โก่งคอหอนโหยหวน...เยือกเย็นเข้าไปถึงหัวใจ!

ลูกๆ ดิฉันเป็นสาววัยรุ่นทั้งคู่ เดินเข้ามาในห้องและกระซิบอย่างตื่นเต้นว่า เห็นคนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ดิฉันกับสามีตกใจ เดินไปแอบดูที่หน้าต่างห้องนอนลูก

นั่นไง! จริงด้วยสิคะ มีผู้หญิงนั่งอยู่ที่นั่นและหันหน้ามาทางเรา ผมดัดฟูยาวประบ่า เธอเอามือทั้งสองข้าง เกยคาง...หมาก็เห่าอยู่รอบๆ ตัวเธอ!

ใครน่ะ? ในบ้านเราไม่มีผู้หญิงลักษณะนี้แน่นอน...ดิฉันงง ขณะเดียวก็ขนลุกซ่าขึ้นมาเฉยๆ และแล้วร่างของเธอก็เลือนหายไปในความมืด มันเหมือนกับพวกเราตาฝาดไปเองงั้นแหละ ลูกๆ ยังมึน ถามว่า...เอ๊ะ! หรือเราเห็นเงาไม้เป็นผู้หญิงกันแน่?

ดิฉันตอบไม่ถูก ใจหนึ่งก็คิดว่าผีหลอก แต่มาหลอกทำไมล่ะ? จะว่าเป็นผีบ้านผีเรือน ก็แหม...ดัดผมซะ สวยเชียว!

รุ่งขึ้น เมื่อส่งลูกๆ ไปโรงเรียนแล้ว ดิฉันก็เดินผ่านบริเวณนั้น ในใจคิดถึงเงาร่างที่เห็นเมื่อกลางดึก สงสัยจริงๆ ว่าอะไร? มาได้ไง?

ทันใดนั้น ดิฉันก็ได้คำตอบ!

ไม่ยากเลยค่ะที่จะไขปริศนา เพียงแค่ปรายตาไปตรงชั้นที่วางกะละมังซักผ้าใกล้ๆ กับโต๊ะหินนั่นแหละ ดิฉันเห็นกรอบรูปกว้างราวหนึ่งฟุต ยาวสักฟุตครึ่ง เป็นกรอบไม้ติดกระจกใส...

ภายในกรอบเป็นภาพขาวดำของหญิงคนหนึ่งสวยมาก เธอคงถ่ายรูปนี้ที่ร้านถ่ายรูป และตั้งท่าอย่างดี...เป็นท่าที่เธอเบือนหน้ามาอมยิ้มข้ามไหล่ ใบหน้าหวานละมุนแบบน้องนางบ้านนา อายุไม่น่าจะเกิน 20 ปี ตาโตและใส่ขนตาปลอม ผมดัดฟูยาวประบ่า

ไม่ต้องสงสัยเลย เธอคือผู้ที่มานั่งเกยคางตรงโต๊ะหินตัวนี้เมื่อคืนแน่ๆ และกรอบรูปนี่...เห็นแล้วทำให้นึกถึงรูปตั้งหน้าศพ!

ดิฉันรีบขึ้นไปหาคุณลุง ถามว่าเก็บรูปนี้มาใช่ไหม? ท่านยิ้มแล้วเอานิ้วชี้แตะปาก...อย่าเอ็ดไป เดี๋ยวป้ารู้! แหม...เห็นรูปสาวสวยล่ะหยิบเข้าบ้านปุ๊บเลย...ดิฉันว่าญาติพี่น้องเขายังเอา รูปมาโยนทิ้ง นี่แปลว่าผู้หญิงคนนี้ต้องไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว เผลอๆ เธอคงเป็นผี และผีดุด้วย! ดุซะจนญาติขยาด ไม่อาจจะเอารูปเก็บไว้ในบ้านได้

ดูสิคะ...ที่ซอกมุมกรอบรูปน่ะมีผงขี้เถ้าจากธูป และมีรอยน้ำตาเทียมอีกด้วย! มันจะแปลว่าอะไรคะ?

คุณลุงหุบยิ้ม ตามองสาวสวยอย่างแสนเสียดาย ดิฉันเลยเล่าว่าเมื่อคืนน่ะเห็นเธอมานั่งอยู่ตรงนี้ ถ้ายังขืนเอาไว้ คืนนี้เธอไปนั่งบนเตียงคุณลุงแน่!

เท่านั้นแหละ คุณลุงเรียกเด็กให้เอารูปใส่ถุงไปทิ้งขยะตามเดิม...ขนลุกค่ะ!

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์  

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ มันมาจากนรก

เอก เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากปีศาจสยองขวัญ

สมัยเด็กผมอยู่ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร เมืองแห่งกล้วยไข่และกระยาสารทอันขึ้นชื่อลือชาที่สุดของเมืองไทยนั่นแหละครับ

ครั้งนั้นบ้านเมืองยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ ชาวบ้านยึดอาชีพทำไร่ทำนา ทำสวนและหาของป่าขาย พวกผู้หญิงที่เสร็จจากงานบ้านก็ทำสวนผัก ทอผ้าที่ใต้ถุน บ้างก็มีฝีมือทางจักสาน ทำกระจาด กระบุง ตะกร้าสวยๆ เอาไว้ใช้เองบ้าง ขายบ้าง

พูดกันโดยรวมแล้ว ถือว่าชาวบ้านอยู่ในฐานะพออยู่พอกิน ไม่มีอะไรเดือดร้อน

วัฒนธรรมของพวกเราคล้ายคลึงกับคนไทยภาคกลางส่วนใหญ่ มีทั้งมอญ ลาว พวนและจีน ผสมกลมกลืนแทบแยกไม่ออก นับถือผีบรรพบุรุษ เชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะคอยคุ้มครองลูกหลานตลอดไป

เรื่องผีที่น่ากลัวมากคือผีของคนที่ออกลูกตาย หรือเรียกว่าตายทั้งกลมนั่นเอง!

บางปีมีคนออกลูกตายถึง 2-3 ราย เพราะการแพทย์ยังไม่เจริญ ส่วนมากจะอาศัยฝีมือหมอตำแยชื่อป้าอบ คนท้องแก่ก็มักจะเจ็บท้องใกล้คลอดลูกตอนกลางคืนเสียด้วย เดือดร้อนป้าอบต้องถูกปลุกกลางดึก คว้าตะกร้าเครื่องใช้ไม้สอยราวกับล่วมยาของแพทย์ กระวีกระวาดไปทำหน้าที่นางผดุงครรภ์ หรือสูตินรีแพทย์โดยด่วน

ปีหนึ่งมีข่าวลือว่าพญามัจจุราชจะมาเอาชีวิตเด็กๆ ไปเมืองผีถึง 7 คน!

บ้างก็ว่าครบรอบปีอาถรรพณ์ บ้างก็เชื่อว่ามีวิญญาณบาปหลบหนีจากนรกมาเกิดในเมืองมนุษย์ เทพเจ้าแห่งความตายกริ้วโกรธมาก จึงติดตามมา กระชากวิญญาณกลับแดนอเวจีตามเดิม

ในเวลาไล่ๆ กัน มีคนตั้งท้องถึง 2 ราย คือน้าสวยกับน้าวิไล!

บ้านไหนมีการตั้งท้อง ใกล้จะคลอดลูกบ้านนั้นก็จะตระเตรียมข้าวของที่จำเป็นเอาไว้อย่างพรักพร้อม คือพ่อบ้านจะตัดไม้สะแกมาตากแดด แล้วซ้อนกันเป็นกองๆ สำหรับใช้ในการอยู่ไฟ นอกจากนั้นยังตัดกิ่งพุทราหรือไผ่มาสะไว้ตามรั้วบ้าน เพื่อป้องกันภูตผี เช่น ปอบหรือกระสือ เข้ามากินเด็กอ่อนเพราะกลิ่นคาวเลือดดึงดูดใจ

น้าสวยถึงเวลาคลอดลูกก็เกิดเรื่องน่าสยองขวัญขึ้นโดยไม่มีใครนึกฝัน!

นั่นคือแกเจ็บท้องร้องโอดโอยตั้งแต่กลางดึกจนรุ่งเช้า ป้าอบและเพื่อนบ้านช่วยกันข่มท้องแต่ก็ไร้ผล เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของน้าสวยดังบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจของทุกคน จริงๆ ครับ

ชาวบ้านมาดูกันหนาตา ประสงค์จะช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ มีเสียงซุบซิบกันว่าจะโดนอาถรรพณ์หรือเปล่า? บางคนบอกได้ยินเสียงนกแสกบินผ่านหลังคา ร้องแซ้กๆ น่าขนหัวลุกไปด้วย แต่บางคนก็บอกว่าเป็นธรรมดาของท้องแรกที่มักจะคลอดยาก

ทั้งป้าอบและผู้ช่วยเหงื่อตกไปตามๆ กัน สั่งให้น้าสวยเบ่งเต็มที่ แต่สิ่งที่โผล่ออกมาจากท้องทำให้ทุกคนใจหายวาบเพราะเป็นเท้าเล็กๆ ข้างหนึ่งบ้าง สองข้างบ้าง บางครั้งก็โผล่มือออกมาโบกไหวๆ ราวกับจะล้อหลอกอย่างน่าสยองขวัญ

เสียงน้าสวยร้องกรี๊ดดดด...เป็นครั้งสุดท้าย ทารกเจ้ากรรมหลุดออกจากท้องมาได้ก็สิ้นลมปราณทั้งแม่และลูก

ฝังศพน้าสวยเสร็จก็ถึงคราวน้าวิไล!

บรรยากาศในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความเยือกเย็นน่าวังเวงใจ หมูหมาโก่งคอหอนระงม ราวกับพวกมันมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างเหลือประมาณ

ถึงแม้ท้องน้าวิไลจะเป็นท้องที่สอง แต่กลับทำให้ทุกคนถึงกับอ้ำอึ้งตะลึงตะไลไปตามๆ กัน เมื่อป้าอบแจ้งข่าวร้ายว่า...เด็กตายในท้องแม่เสียแล้ว! แถมยังน่าขนลุกขึ้นไปอีกเมื่อท้องน้าวิไลโป่งขึ้นยุบลง ราวกับเด็กที่ตายแล้วจะพลิกตัวไปมาอยู่ในท้องกระนั้น!

เสียงน้าวิไลร้องครางว่าช่วยด้วยๆ ป้าอบหน้าดำคร่ำเครียด บอกเสียงเหี้ยมๆว่าศพเด็กมันแรงเหลือเกิน ต้องใช้อาคมช่วยให้ออกจากร่างเร็วๆไม่งั้นแม่เด็กจะมีอันตราย

ป้าอบทำพิธีด้วยการเอาด้ายมาจับเป็นมงคล 7 เส้น แล้วเสกคาถาพึมพำก่อนจะม้วนให้น้าวิไลกินกับน้ำมนต์ซึ่งเสกคาถาเช่นกัน เพื่อให้มงคลคลายในท้องแม่ แล้วสวมคอลูกที่ตายในท้อง ป้าอบร่ายคาถาเร็วปรื๋อแล้วเป่าลงที่กระหม่อมน้าวิไล ไปยืนอยู่ใกล้ๆ ศีรษะแล้วกระทืบเท้าอย่างแรงสามครั้ง

น้าวิไลร้องกรี๊ดสุดเสียง...ทารกที่ตายก็หลุดผลัวะออกมา!

ซากเละๆ ของศพเด็กเน่าเหม็นสุดขีดจนผู้คนแตกกระเจิง ฝูงหมาเห่าขรม ยอดไม้ไหวซ่าเหมือนเสียงใครหัวเราะครืนใหญ่ด้วยความสาสมใจอย่างเหลือประมาณ!


ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ ผีช่วยคน

ดาวทอง เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อหนีระเบิดครั้งกรุงเทพฯ โดนบอมบ์

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ มาแต่อ้อนแต่ออก ตอนที่เกิดมหาสงครามโลกครั้งที่สอง มีท่านผู้ใหญ่บอกว่ากรุงเทพฯ มีประชากรราวหนึ่งล้านคนเท่านั้นเอง...บางท่านยืนยันว่าคนน้อยแต่ผีเยอะ!

ย่านบ้านหม้อคือถิ่นผมตั้งแต่เกิด สมัยนั้นยังไม่มีปากคลองตลาด ต้นทางเรียกกันว่า "คลองโรงไหมวังหน้า" ตอนกลางเรียกว่า "คลองหลอด" มาถึงด้านนี้เรียกว่า "คลองตลาด"

ในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ฉายา "นายพลตราไก่" เพราะเกิดปีระกาได้เป็นนายกรัฐมนตรีสั่งให้ย้ายตลาดจากท่าเตียนมาอยู่ที่ปากคลองตลาด เมื่อปี พ.ศ.2496 รุ่งเรืองเฟื่องฟูมาจนถึงทุกวันนี้

สมัยสงคราม เครื่องบินสัมพันธมิตรบินมาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ ตอนกลางคืน (เรียกว่า "ปล่อยไข่เหล็ก") ตั้งแต่หัวลำโพง เทเวศร์ ราชวงศ์ยันปากคลองตลาด จนถึงสะพานพุทธยอดฟ้านี่ซีครับ พวกเด็กๆ ทั้งตื่นเต้นและสนุกสนานอย่าบอกใครเชียว

วัดเลียบ หรือวัดราชบุรณะถูกระเบิดถล่มแหลกลาญ จนเหลือแต่พระปรางค์องค์เดียวเท่านั้น จนทางการต้องประกาศยุบวัด

บางคนบอกว่าเพราะโดนไข่เหล็กทิ้งบอมบ์จนราบเรียบ เลยเรียกว่า "วัดเลียบ"

มีคนแย้งว่าสมัยก่อนมีชาวจีนมาค้าขายทางเรือสำเภาคนหนึ่งชื่อจีนเลี้ยบ ต่อมาร่ำรวยขึ้นจึงสร้างศาลาเอาไว้ทำบุญ ชาวบ้านร้านช่องแถวบ้านหม้อกับปากคลองตลาดก็ช่วยสร้างเจดีย์ และวิหาร เรียกกันว่า "วัดจีนเลี้ยบ" ในที่สุดก็เหลือเพียง "วัดเลียบ" มาถึงทุกวันนี้

คนไทยนิยมทำบุญที่วัดเลียบหรือวัดโพธิ์ แต่คนจีนจะไปไหว้เจ้าที่ศาลบ้านหม้อใกล้ๆ บ้านผมพอดี...วันนี้จะเล่าเรื่องขนหัวลุกจากบังมุดให้ฟังครับ!

"บังมุด" เป็นชายวัยกลางคน ชอบนุ่งโสร่งเก่าๆ ตัวเดียว เสื้อแสงไม่นิยมสวมใส่โชว์อกคล้ายจะอวดซี่โครงกงโก้ เดินท่อมๆ ผ่านไปมาจนคุ้นตาชาวบ้าน อาชีพรับจ้างทำงานจิปาถะ...หาได้เท่าไหร่ก็เอาไปเผาวอดวายในบ้องฝิ่นที่ซอยท่าโรงยาจนหมดสิ้น

ว่ากันว่าแกเป็นคนจรจัด เดี๋ยวไปนอนที่วัดโพธิ์บ้าง ท่าเตียนบ้าง วัดเลียบบ้าง วันๆ ไม่เห็นแกพูดจากับใคร พวกเด็กๆ ชอบล้อเลียนบังมุดว่าเป็นขี้ยา แต่แกไม่แยแส นานๆ ถึงจะมาถลึงตาใส่ซักครั้ง ตาพองๆ ใบหน้าดำๆ นั่น พวกเด็กจอมแก่นเห็นเข้าก็ถึงกับเผ่นอ้าวไปตามๆ กัน

พ่อผมเคยจ้างแกไปซื้อของกินของใช้ที่เวิ้งนาครเขษมบ้าง จ้างแกมาทำความสะอาดร้านกาแฟบ้าง บางทีก็ให้ทั้งเงินกับบุหรี่ แม่ก็ห่ออาหารให้แกไปกิน บังมุดกับที่บ้านผมค่อนข้างจะสนิทสนมผูกพันกันดี

วันหนึ่งก็มีข่าวร้าย!

เครื่องบินของสัมพันธมิตรมาหย่อนใส่กรุงเทพฯ ทั้งวัดเลียบ สะพานพุทธไม่ถึงกับขาดหรือพังทลาย แต่ก็เสียหายยับเยิน ส่วนวัดเลียบก็ราบเรียบไป

ผู้คนแถวบ้านผมอุ้มลูกจูงหลาน วิ่งหนีลูกระเบิดไปลงหลุมหลบภัยกันจ้าละหวั่น...ตอนนั้นผมอายุราว 4-5 ขวบ วิ่งตื๋อนำหน้าพ่อแม่เป็นประจำ

ลือกันว่าคืนนั้นบังมุดดวงขาด ไปซุกหัวนอนในวัดเลียบ...ตายคาที่ครับ!

ระยะหลังๆ ก่อนสงครามสงบไม่นาน ข้าศึกมาทิ้งบอมบ์เมืองหลวงของเราไม่เลิกราแถมดุเดือดยิ่งกว่าเก่าด้วยซ้ำ เพราะช่วงแรกๆ จะมาตอนเดือนหงาย แต่ช่วงนี้เดือนมืดมันก็มา จุดพลุไฟสว่างจ้าแทนแสงจันทร์

คืนหนึ่ง พวกเราชาวบ้านหม้อก็ถูกหวยกันจังเบอร์!

เสียงหวอโหยหวนน่าขนลุก ฟังคล้ายเปรตขอส่วนบุญหรือยมบาลกู่ร้องไปเมืองนรก

เผ่นกันกระเจิงซีครับ เป้าหมายคือหลุมหลบภัย บางคนอยู่ดีๆ ดันมาเกิดปวดท้องทั้งหนักและเบาเอาตอนนี้แหละ ทุกๆ บ้านดับไฟกันหมดสิ้นเพื่อไม่ให้ข้าศึก มองเห็น ใครขืนจุดไฟจะโดนตำรวจจับข้อหาว่าเป็น "แนวที่ห้า" หรือสายลับของศัตรู

ผมวิ่งตื๋อนำหน้าเช่นเคย พ่อกับแม่อุ้มน้องผมคนละคน แม่ร้องให้ผมโดดลงหลุมเร็วๆ ผมก็รับคำ...แต่ก็ต้องชะงักงันที่ปากหลุม เมื่อเห็นใครคนหนึ่งแหงนหน้าขึ้นจ้องมองตาวาว...

บังมุดนั่นเอง!! ผมร้องจ้า หงายหลังไปชนพ่อ แม่คว้าแขนไว้แต่ผมดิ้นรนสุดขีด ร้องร่ำแต่ว่า...ไม่ไป! ตามุดอยู่ในหลุม...ว่าแล้วก็สะบัดตัวหลุดเผ่นอ้าว พ่อแม่ต้องพลอยอุ้มน้องวิ่งตามผมมาด้วยเสียงแม่ร้องว่า...ไปไหน? แกจะไปไหน

แทบจะไม่ขาดเสียงด้วยซ้ำ ไข่เหล็กก็หวีดหวิวชวนขวัญหายลงมาระเบิดตูมตรงหัวมุมบ้านหม้อ ตัดกับถนนจักรเพชร...อีกตูมในหลุมหลบภัย แม่นยำราวกับผีจับยัด!

ถ้าไม่เจอบังมุดที่มาเตือนภัยพวกเราคงกลายเป็นซากเละเทะในหลมหลบภัย แบบเดียวกับเพื่อนบ้านสิบกว่าคนในหลุมนั้นแน่นอน! บรื๋อออ...

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

ผี เรื่องผี เรื่องแปลก ผีเข้ามีจริงไหม






วันนี้ไปอ่านพบเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนไทยทั่วไป คือ เรื่องผีเข้ากับของขึ้นมีจริงไหม  คุณสวยอยู่ลึกๆ  [ไม่รู้ว่าลึกระดับไหน] เล่าเรื่อง ดังนี้

ผู้เช่าห้อง 106 ผัวเมีย ทะเลาะกัน ผัวกินเหล้าเมามายกลับมาเจอเมีย ยืนด่าตรงทางเดินกลาง ไม่ได้ด่ากันในห้องนะ เสียงด่าจึงดังคับตึก (ตึกมี 5 ชั้น)

ด่าอยู่นาน ผัวทนไม่ไหวมั้ง ถอดเสื้อ ลากเมียเข้าห้อง แล้วขึ้นค่อม บีบคอเมีย

ตรงนี้ ผมอ่านแล้ว ทีแรกนึกว่า “ผัวจะอึ้บเมียเพื่อให้เลิกด่า” เพราะ เห็นมีคำว่า “ถอดเสื้อ” และ “ลากเมียเข้าห้อง” แต่สรุปแล้วไม่ใช่

มันทำไมไม่ “บีบคอเมีย เสียตรงนั้นเลย”  เสือกถอดเสื้อและลากเข้าห้องทำไม ทำให้เรามาต้องจินตนาการ เสียพลังงานสมองไปเปล่าๆ

เมียก็ร้อง ตะโกนให้คนอื่นช่วย ทั้งเสมียนเอย คนอื่นๆ เข้าไปช่วยกัน ผัวเขาชื่อหนึ่ง  พอคนเข้าไปช่วยผัวก็ชี้หน้าแล้ว บอกว่า กูไม่ใช่ไอ้หนึ่ง

ผู้ชาย 3-4 คนเข้าไปแยกเขาออกจากเมีย ตัวผัวปล่อยมือจากคอเมียแล้วมายกตัวพี่ผู้ชายคนนึง ลอยขึ้นเลย มือทั้งสองจับตรงใต้รักแร้พี่ผู้ชาย แล้วจับยกขึ้นเหนือพื้น ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน

พี่ผู้ชายคนนี้หนักประมาณ 70 -80 โลได้ แต่พี่ผู้ชายมีสติดีมาก แกก็ท่องบทสวดอะไรสักอย่าง สักพักผัวทรุดลง

ทรุดแป๊บๆ ก็กลับมาอีก เป็นอยู่อย่างนี้นานเป็นชั่วโมง จึงสงบ

ทุกคนลงความเห็นว่าแก ของขึ้น เพราะแกสักยันต์ ไม่รู้อะไรต่ออะไร เต็มตัวไปหมด พอมาเจอคำด่าแบบหยาบคายของเมียเข้าแกเลยขึ้น ว่างั้น

อย่างไรก็ดี  หลังจากเสวนากับคนให้ความคิดเห็นพักหนึ่ง คุณสวยอยู่ลึกๆ  [ไม่รู้ว่าลึกระดับไหน] ก็สรุปว่า 

อืม ไม่เคยเชื่อเรื่องแบบสักยันต์อะไรพวกนี้หรอกค่ะ เพิ่งเคยเจอคิดว่าคงจะเป็นอย่างที่คุณบอก เขาอาจจะโมโหเมีย จนขาดสติ

ผมขอยืนยันว่า “เรื่องผีเข้านี้ ทำได้จริง”  และถ้าเข้าแบบนี้ ส่วนใหญ่ของจริง  ถ้าไปเข้าทรงเพื่อหารายได้นั้น  จริงมั่ง ไม่จริงมั่ง

ผีหรือเจ้า มันจะมาเข้าอะไรกันหนักกันหนา  มีลูกค้ามารอยู่ ผีไม่เข้า  คนทรงก็ต้องทำเป็นผีเข้านั่นแหละ 

ถ้ามีลูกค้า แล้ว ผีไม่ตามนัดบ่อยๆ ต่อไปก็ทำมาหากินไม่ได้

วิพากษ์วิจารณ์การไม่เชื่อก่อน

คนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักจะเชื่อวิทยาศาสตร์ และไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้  แต่มีเหตุผลหลายประการที่พวกนี้ อธิบายไม่ได้

1) การปฏิเสธว่าชื่อ “หนึ่ง” โดยปกติคนธรรมดา ไม่ว่าจะโมโหใครขนาดไหน ไม่ว่าจะบีบคอ บีบ ฯลฯ ของใครอยู่ก็ตาม  ไม่เห็นจำเป็นจะต้อง “ปฏิเสธชื่อที่คนอื่นเรียก”

การปฏิเสธชื่อคนอื่นนี่ เป็นธรรมเนียมของผีเลยทีเดียว  เพื่อประกาศว่า “กูมีตัวตน” เหมือนกันนะโว้ย ทำนองนั้น

2) กำลังที่เพิ่มขึ้น ขนาดแชมป์ยกน้ำหนักยังอายนั้น มันมาจากไหน

กรณีนี้ ไม่ได้เกิดไฟไหม้ แบบตกใจจนแบกโอ่งได้ แต่เกิดจาก “ความโมโหที่เมียด่า”

3) ทำไม เมื่อมีการสวดมนต์ หรือท่องคาถา คุณไอ้หนึ่งจึงสงบไปพักหนึ่ง แล้วก็เกิดอาการขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งผีเหนื่อย แล้วก็ไปตามทางของผีมัน

หลักการของผีเข้าในวิชาธรรมกาย

เรื่องผีเข้า หรือการทรงเจ้าเข้าผีนี้ คนไทยรู้จักกันดี รู้จักกันมานานแล้ว  ผู้อ่านหลายๆ คนนี่ ก็น่าจะเคยเป็นลูกค้าของพวกนี้มาก่อน  หรือก็ต้องมีประสบการณ์เห็นผีเข้ามาก่อน

แต่ยังไม่มีใครที่สามารถอธิบายได้อย่างเป็นวิชาการและมีเหตุผลได้อย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอน

คนเรานั้นประกอบด้วยกายกับใจ  ใจมี 4 อย่าง ดังนั้น องค์ประกอบพื้นฐานของคน จึงมี 5 อย่าง  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ขันธ์ 5

ศัพท์ภาษาบาลีก็คือ รูป [เวทนา + สัญญา + สังขาร + วิญญาณ]  ใจทั้ง 4 อย่างนั้น มีการแปลมาเป็นภาษาไทย คือ [ระบบประมวลความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ+ จำ + คิด + รู้]

การแปลของบนนั้น เป็นการแปลผิด  ผิดมาเป็นพันๆ ปี โดยไม่มีใครเฉลียวใจ  หลวงพ่อวัดปากน้ำ แปลไว้ ดังนี้ [เห็น + จำ + คิด + รู้]

ขอให้พิจารณาการแปลของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ดี จะเห็นว่า ข้อความนั้น “สอดคล้องกัน”  คำแปลของพุทธวิชาการทั้งหลาย ไม่สอดคล้องกัน

โง่กันมาเป็นพันปี  โง่กันเป็นหมื่นเป็นแสนคน  เดี๋ยวนี้ก็ยังโง่กันอยู่

มาเข้าเรื่องผีเข้ากันต่อ  เมื่อผีต้องการที่จะควบคุมใคร หรือเข้าไปสิงใคร คุณผีตนนั้น จะต้องเอาใจของผี คือ [เห็น + จำ + คิด + รู้] ไปซ้อนของคนให้สนิทเป็นใจเดียวกัน

แล้วคุณผีก็ควบคุมร่างกายของคนถูกผีเข้าได้ ตามหลักการของพุทธพจน์ คือ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”

ในทางวิชาธรรมกายนั้น ถ้าเราต้องการจะพูดคุยกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเทวดา พรหม อรูปพรหม ผี เปรต แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน  ก็ต้องทำตามหลักการดังกล่าว

http://drmanasanswers.blogspot.com/2013/07/blog-post_24.html

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ วิญญาณเฮี้ยน มาเยี่ยมไข้



บำเพ็ญ เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากวิญญาณเฮี้ยน

ผมได้พบกับเรื่องแปลกประหลาดและน่ากลัวสุดๆ เมื่อไปเยี่ยมไข้ป้าอบ-พี่สาวของแม่ที่โรงพยาบาลเมื่อเดือนก่อนนี้เอง

ป้าอบเป็นสาวโสด ขอผมไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมตั้งแต่ยังแดงๆ ได้รับความรักและอบอุ่นไม่ต่างกับแม่บังเกิดเกล้า จนผมเรียนจบมีงานทำและมีครอบครัวแล้ว ก็ยังอยู่กับป้าอบจนมีลูกสาวลูกชายอย่างละคน ป้าอบก็รับภาระเลี้ยงดู "หลานยาย" อย่างเต็มอกเต็มใจ

ในที่สุด ป้าอบก็ล้มเจ็บลงเมื่ออายุได้ 75 ปี!

ปกติป้าเป็นคนแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้กับใครเขาง่ายๆ อาจจะเป็นเพราะขยันขันแข็งเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตัวเองและหลานๆ แม้จะเกษียณราชการมาแล้วก็ยังเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอกขาย มีรายได้เป็นกอบเป็นกำน่าชื่นใจ

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะยาฆ่าแมลงที่สะสมในร่างกายมานับสิบปีหรือเปล่าที่เป็นต้นเหตุ แต่ป้าอบก็หมั่นไปตรวจสุขภาพปีละ 2-3 ครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีโรคภัยอะไร นอกจากเป็นไข้เป็นหวัดธรรมดา

...แต่จู่ๆ ก็อ่อนเพลีย หมดกำลัง ได้แต่นอนแซ่วอยู่บนเตียงเกือบเดือน ผมขอร้องให้ไปโรงพยาบาลก็ไม่ยอม พูดแต่ว่า...ไม่เป็นไรมากหรอก เปลืองเงินทองเปล่าๆ ผมแย้งว่าเบิกได้อยู่แล้วก็ไม่ยอมท่าเดียว

"พี่มน" คนเก่าแก่อายุราว 50 ต้องเหน็ดเหนื่อยดูแลป้า ขณะที่ผมกับภรรยาต้องไปทำงาน พวกลูกๆ เพิ่งสิบกว่าขวบก็ยังไม่เป็นประสาอะไร

ป้าอบชักเลอะเลือน หลงๆ ลืมๆ คล้ายเป็นอัลไซ เมอร์ ผมเลยนำตัวไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ต้องเข้าห้องฉุกเฉินทันที...โอ้โฮ! โรคเพียบเลย!

นอกจากความดันสูงคือหัวใจผิดปกติ พบก้อนเนื้อที่ตับ มีอาการน้ำท่วมปอดและขาดอาหาร คุณหมอผู้หญิงถามว่าผู้ป่วยดื่มเหล้าหรือเปล่า? มาจากต่างจังหวัดใช่ไหม? ผมบอกว่าไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์ และอยู่กรุงเทพฯ มาตลอดชีวิตก็ไม่ค่อยเชื่อ แถมบอกว่าคนต่างจังหวัดชอบดื่มเหล้า

ผมเลยถามว่าคุณหมออยากไปดูตรอกไหน ซอยใดในกรุงเทพฯ ผมพาไปดูได้ทั้งนั้น...รับรองว่ามีคนดื่มเหล้ากันทุกตรอกทุกซอย อย่าคิดว่าชาวกรุงจะวิเศษกว่าคนต่างจังหวัด

จากห้องฉุกเฉินย้ายไปอยู่ห้องรวมชั้น 7 ตึก 8 ชั้น!

พวกญาติๆ ที่มาเยี่ยมเล่าว่ามาหาตึก 8 ชั้นนี่ไม่ยาก มีป้ายบอกตั้งแต่ทางเข้าแล้ว หรือจะถามใครก็รู้จักทั้งนั้น...เรียก "ตึก 8 ชั้น" เพราะตึกนี้มี 8 ชั้นน่ะซี! ชื่อตึกอะไร? ก็ชื่อตึก 8 ชั้น!!

คิดๆ ก็น่าตลกนะครับ แต่ตอนนั้นผมไม่มีกะจิตกะใจหรอกเพราะเป็นห่วงป้าผู้นอนแซ่วอยู่ในห้องรวมที่มีฟากละ 4 เตียง ทุกเตียงมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครัน ทะลุเข้าไปเป็นห้องแพทย์และพยาบาล ดูแล้วน่าอบอุ่นยิ่งกว่าห้องพิเศษด้วยซ้ำ เพราะมีคุณหมอสาวๆ เดินเข้าออกตลอด

คนไข้มีทั้งมะเร็ง, ติดเชื้อ, โลหิตเป็นพิษ...มีญาติมาเยี่ยมกันตั้งแต่เที่ยงถึงสองทุ่ม

พูดถึงญาติๆ นี่ทางผมมีเยอะครับ ไหนจะเพื่อนฝูงที่เคยไปมาหาสู่กันล้วนแต่เคารพรักป้าอบทั้งนั้น พอรู้ข่าวก็แห่มาเยี่ยมกันวันละ 3-4 คน แต่มีเก้าอี้ข้างเตียงแค่ 2 ตัวก็ต้องเกี่ยงกันนั่ง ส่วนมากยืน หรือไม่ก็ออกไปนั่งที่เก้าอี้ยาวหน้าห้อง

ป้าอบได้แต่นอนแซ่ว ทำตาปริบๆ หันมองคนนั้นคนนี้ช้าๆ ถามว่าจำได้ไหม? ก็พยักหน้าบ้าง เฉยๆ บ้าง...เราทำใจว่าป้าคงจะสิ้นอายุขัยแค่นี้เอง!

วันหนึ่ง เพื่อนๆ ผม 3-4 คนที่เคยมาดื่มกินที่บ้าน ติดอกติดใจฝีมือทำกับข้าวของป้าก็บอกว่าเลิกงานจะมาเยี่ยมทุกวัน มีพี่ชีพ, เจ้าชา เจ้าเล้ง...ถึงจะทำงานกันคนละที่ก็สัญญาว่าจะมาพบกันที่นี่ราว 6 โมงเย็น...ขากลับจะได้ยกโขยงไปหาอะไรดื่มกินกันที่พงหลี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

วันต่อมา ผมมาเยี่ยมป้าราวห้าโมงครึ่ง หมอบอกว่าต้องให้น้ำเกลือและอาหารทางสายยาง เพราะไม่แน่ว่าน้ำท่วมปอดหรือเปล่า? ไม่งั้นคนไข้อาจจะสำลักได้...ผมก็ได้แต่ปลงใจ ราวหกโมงกว่าๆ พี่ชีพกับเจ้าชาก็มา เหลือแต่เจ้าเล้ง

รายนี้อุปนิสัยเชื่องช้าอยู่แล้ว กว่าจะมาได้ก็เกือบทุ่ม ยกมือไหว้ป้าที่นอนตาลอยแล้วอ้อมไปยืนมองนิ่งๆ อยู่ด้านใน ติดกับเตียงที่รูดม่านกั้นทั้งสามด้าน พยาบาลกำลังทำธุระส่วนตัวได้

คุณหมอมาบอกให้พวกเราทำใจ...กระทั่งสองทุ่มเราก็ชวนกันกลับ พี่ชีพหันไปสะกิดเจ้าชา มองข้ามเตียงไปเรียกเจ้าเล้ง มันพยักหน้าแล้วเดินอ้อมปลายเตียงตามหลังพวกเรามา

ครั้นถึงลิฟต์ปรากฏว่าเจ้าเล้งไม่ได้ตามมา เจ้าชาด่าเบาๆ แล้วหันไปตามตัว ครู่หนึ่งก็เดินหน้าซีดมาบอกปากคอสั่นว่า ไม่เห็นเจ้าเล้งเลยแม้แต่เงา

โธ่! จะไปเห็นได้ยังไงล่ะครับ เรามารู้ข่าวจากมือถือว่าเจ้าเล้งหัวใจวายในรถที่ติดไฟแดงอยู่แถวราชประสงค์...ร่างมันไปนอนในห้องดับจิตโรงพยาบาลตำรวจ แต่วิญญาณยังอุตส่าห์มาเยี่ยมป้าอบตามสัญญา...ขนหัวลุกไปตามๆ กันน่ะซีครับ! บรื๋ออออ...

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ วิญญาณหลานสาว

มิ้ง เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากวิญญาณหลานสาว

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่สาวของดิฉันเอง พี่หน่อยมีลูกสาวฝาแฝดอายุ 12 ปีชื่อไหมกับแพร สวยน่ารักมากและเหมือนกันเปี๊ยบ ขนาดพี่เชนพ่อของเด็กแท้ๆ และญาติมิตรหลายคน จำผิดจำถูกกันอย่างสนุกสนาน

มีอยู่หลายครั้งที่ถูกหลานหลอกว่าตัวเองเป็นอีกคนหนึ่ง

แหม...พวกแกจะหัวเราะขำกลิ้งเมื่อเห็นเราสับสน หลงเชื่อแกจริงๆ

พี่หน่อยเป็นคนเดียวในโลกที่แยกออก ทันทีที่เห็นใครเป็นใคร แต่บางทีก็เล่นเอางงไปเหมือนกันค่ะ

พี่สาวกระซิบความลับกับดิฉันว่าแพรน่ะ คือคนที่มีขี้แมลงวันเม็ดนิดๆ ที่ติ่งหูข้างซ้าย วันไหนถักเปียจะดูง่าย ต้องเพ่งเอานะคะ แต่ถ้าวันไหนเด็กๆ ปล่อยผมยาวสยายก็จะดูยาก...บอกแล้วไงคะว่าพี่หน่อยที่เป็นแม่แท้ๆ ยังงง!

ดิฉันรักหลานฝาแฝดคู่นี้มาก พวกแกช่างสะสวยเหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ ไม่มีผิดค่ะ

ความสุขอยู่กับเราไม่ได้นานอย่างที่เขาว่าจริงๆ ด้วย...

วันหนึ่งเด็กๆ ล้มป่วยลงทั้งคู่ คุณหมอบอกเพียงว่าติดเชื้อไวรัส พวกแกไข้สูง ปวดศีรษะมาก ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่กว่าสัปดาห์ ตอนแรกพวกเราคิดว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หายเอง ไม่ได้กังวลอะไรนัก

แต่แล้ว ขณะที่ไหมค่อยๆ ดีขึ้น น้องแพรกลับมีอาการทรุดลงทุกทีๆ

และในที่สุด เธอก็จากพวกเราไปตลอดกาล!

เราทุกคนโศกเศร้าอย่างบรรยายไม่ถูก มันใจหายน่ะค่ะ สงสารพี่หน่อย พี่เชนและน้องไหมอย่างที่สุด พวกเขาหมองหม่นก่นเศร้า ไม่มีอีกแล้วเสียงหัวเราะ...จะยิ้มยังยากเลยค่ะ

เสร็จงานศพของน้องแพรไม่กี่วัน พี่หน่อยก็โทร.หาดิฉันว่ามีธุระจำเป็นคุยด้วย ให้รีบไปหาที่บ้าน ดิฉันก็ไปทันทีที่เลิกงาน

เมื่อกินมื้อเย็นเสร็จน้องไหมก็แยกไปเล่นเน็ตอย่างหงอยเหงา พี่เชนขอตัวไปเตรียมเอกสารที่จะประชุมพรุ่งนี้ เหลือแต่พี่หน่อยนั่งคุยกับดิฉันเพียงลำพัง

เมื่อวานนี้เอง พี่หน่อยกำลังเตรียมทำอาหารอยู่คนเดียวในห้องครัว เธอเอาไก่เข้าเตาอบ และเตรียมทำสลัด ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองจากทางด้านหลัง เธอหันขวับไปดูทันที ก่อนจะยืนตะลึงอยู่กับที่...

น้องแพรผู้ล่วงลับไปแล้วยืนเด่นอยู่ที่นั่น!

ห้องครัวดูเรืองรองด้วยแสงแดดสีทองของยามเย็นวันอาทิตย์...น้องแพรใส่ชุดสีฟ้าอ่อน ผมสยายเคลียไหล่ เป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจเหลือเกิน

พี่หน่อยบอกว่าลูกยืนนิ่งๆ เฉยๆ ดวงตาจ้องมองเธออย่างอ่อนโยน และยิ้มน้อยๆ อย่างที่เคยเห็นมาชั่วชีวิต

นี่ใครกัน? แพรหรือไหม?!

พี่หน่อยตอบไม่ได้ แต่ขนลุกซ่า...

"ไหม?" เธอเรียกเบาๆ ทว่าเกมน่าสนุกที่เด็กๆ ชอบเล่นหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อเด็กน้อยยิ้มละไม "แพรค่ะ!"

พี่สาวดิฉันบอกว่าตอนนั้นเธอตัวชา สับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่พูดเสียงสั่นเครือ

"อย่าเล่นอย่างนี้เลยลูก แม่คิดถึงแพรเหลือเกิน..."

ลูกสาวยิ้มจางๆ แล้วหมุนตัวกลับออกจากห้องไป ทิ้งเธอไว้ตามลำพัง แต่เพียงอึดใจต่อมา พี่หน่อยก็ได้สติ และรีบเดินไปดูเองที่ห้องนั่งเล่น

นั่น...ไหมกำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์ ไม่มีทีท่าว่าเพิ่งกลับออกมาจากห้องครัว

ที่สำคัญ ไหมสวมชุดสีเหลืองอ่อน...ไม่ใช่สีฟ้า!

"ฉะนั้น เด็กที่อยู่ในครัวก็คือแพรใช่ไหม...แพรยังอยู่" พี่หน่อยถามดิฉันด้วยเสียงปนสะอื้นจนน่าใจหาย...ไม่รู้แพรจะติดอยู่ในโลกนี้อีกนานเท่าไหร่?

ดิฉันขนลุก แต่ก็ไม่กลัวแกหรอกค่ะ น้องแพรอาจจะมาล่ำลาแม่เธอเป็นครั้งสุดท้ายก็เป็นได้

ดิฉันเหลือบไปมองไหม และแกก็หันมาหาคล้ายรู้ว่ากำลังถูกมองอยู่...แต่ในสีหน้าและแววตานั้น ดิฉันรู้สึกเหมือนกำลังสบตากับแพรจริงๆ แหม...ขนลุกเกรียวไปทั้งตัวเลยค่ะ!


ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ เส้นทางสายสยอง






ผมอ่านเรื่องของคนอื่นมามาก วันนี้จะขอเล่าเรื่องของตัวเองมั่งครับเรื่องมีอยู่ว่า พี่ข้างบ้านผมเค้าชื่อว่า เต้ย ครับ เป็นคนที่เรียนเก่งมากๆครอบครัวเขาค่อนข้างมีฐานะพอเรียนปริญญาตรีจบ เขาก็ไปเรียนต่อที่ อเมริกา เป็นเวลา 2 ปี หลังจากกลับมา พอเพื่อนเค้ารู้ข่าวก็เลยโทรชวนให้ออกไปดื่มเหล้าด้วยกันพี่เค้าก็ออกจากบ้านเวลาประมาน 2 ทุ่มกว่าครับ ทางเข้าบ้านเพื่อนพี่ค้อนข้างเปลี่ยว

ไม่มีบ้านคนและเป็นทางลูกรัง สองข้างทางจะเป็นทุ่งนานะคับ เป็นถนนที่ตรงและยาวมากประมาณ 10 กิโลได้ ที่หน้าแปลกก็คือ ทั้งๆที่ถนนสายนี้ไม่มีทางโค้งหรือสามแยก สี่แยก

 แต่กลับมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และส่วนผุ้ที่ประสบอุบัติเหตุจะเสียชีวิตแบบเดียวกันคือ รถล้ม คอหัก หมุนได้รอบ เกือบทุกราย หลังจากที่พี่ เต้ย ดื่มเหล้าเสร็จก็อยู่ในอาการเมาได้ที่เลย จะขอตัวกลับบ้านก่อน ล่ำลากันเสร็จแล้ว

เวลาประมาณ ตี2เค้าก็ขี่รถมอเตอร์ไซคันโปรด กลับมาทางเดิมระหว่างทางที่ขี่มานั้นพี่เค้าสังเกตเห็นว่ามีคนกำลังเดินมาจากทุ่งนาและกำลังจะขึ้นมาบนถนนทำท่าเหมือนจะโบกให้พี่เค้าจอด พี่เค้าก็จอดครับ

ปรากฎว่ามีผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาจากข้างทางเนื้อตัวเลอะเทอะไปด้วยโคลนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แล้วลุงคนนั้นก็ถามพี่ว่า “ไอ้หนูเอ็งมีไฟแช็กรึป่าววะ ขอข้าจุดบุหรี่หน่อย” พี่ผมเค้าเห็นท่าไม่ค่อยดีเพราะเนื้อตัวมีแต่โคลนแต่จะดูดบุหรี่บุหรี่

เค้าเลยบิดรถหนีแต่สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ ลุงคนนั้นเค้าวิ่งตามครับพี่ผมก็บิดหนีใหญ่เลย พี่ผมมองกระจกหลัง เห็นว่าลุงคนนั้นเค้าวิ่งมาใกล้ตัวรถแล้วกระโดดจะคว้าตัว พี่เค้าเลยเบิ้ลเครื่องหนี ลุงคนนั้นพอจับไม่ได้เค้าก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งตามต่อและก็กระโดดคว้าอีกแต่พี่เค้าก็หนีได้อีกพออกมาถึงสามแยกพี่เค้าก็ขอนอนบ้านญาติที่มีบ้านอยู่แถวนั้นไม่กล้ากลับไปนอนบ้านแล้ว

พอรุ่งเช้าพี่เค้าก็ขอตัวกลับบ้าน เดินออกมาที่รถที่จอดอยู่บนลานปูนหน้าบ้านก็พบว่ามีรอยเท้าเปื้อนโคลนเดินย่ำอยู่เต็มลานบ้านเลยครับ หลังจากลับไปที่บ้านแล้ว เค้าก็ถามแม่ แม่ก็บอกว่า เคยมีลุงคนนึง

เค้าเมาเหล้าแล้วไปเก็บเบ็ดที่ปักเอาไว้เกิดอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา กำลังจะจุดไฟแช็กแต่ไฟแช็กตกน้ำเลยก้มลงไปมองแต่ตัวเองเมาแล้วหน้ามืดหัวทิ่มลงไปในนั้นแล้วจมน้ำตาย

 พี่เค้าก้เลยคิดเล่นๆว่าคนที่ขี่มอเตอร์ไซแล้วล้มคอหักตายนี่น่าจะมาจากการที่โดนลุงคนนั้นวิ่งตามแล้วกระโดดคว้าแบบที่เค้าเจอเมื่อคืนเป็นแน่ หลังจ่กวันนั้นผ่านไปประมาน 3 อาทิตย์ มีคนขับรถมอเตอร์ไซล้มคอหักตายพี่เค้าเลยไปดูกับชาวบ้านเค้าด้วย

พี่สังเกตเห็นว่า ที่บริเวณรอบแถของรถที่ล้มมีรอยเท้าเปื้อนโคลนเหมือนคนวิ่งตามรถ เป็นระยะทางไกลพอสมควร เค้าก็เลยรู้สาเหตุว่าทำไม คนคนนี้ถึงได้รถล้มแต่ก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง

 หลังจากวันนั้นพี่เค้าก็กลับอเมริกา ผมก็ไม่ได้เจอเค้าอีกนานๆถึงจะกลับมาซะที ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่นะคับ


ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ รักดารา

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ แท็กซี่สยองขวัญ


บรรจง เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากตะพานหิน

ผมเป็นคน ต.ท้ายทุ่ง อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร แดนดินถิ่นชาละวัน ไปเกณฑ์ทหารจับได้ใบดำ ฉลองกันเสร็จก็ไปอยู่กับน้าชายที่พัทยา แต่เกิดเรื่องจนเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ โชคดีได้งานขับรถบ้าน กินอยู่เสร็จ คิดว่าชีวิตคงจะราบรื่นเสียทีเพราะอายุก็ปาเข้าไปสามสิบปีแล้ว

จะมีห่วงก็แม่คนเดียวที่พิจิตรเท่านั้น พวกพี่ๆ แยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมด ต่อมาพ่อตายก็เหลือแต่แม่คนเดียว พวกพี่ๆ ช่วยกันดูแล ผมเองก็ส่งเงินไปบ้าง ไปเยี่ยมแม่บ้าง

การเดินทางสะดวกครับ ขึ้นรถสปรินเตอร์ที่หัวลำโพงไปลงตะพานหิน แล้วต่อสองแถวหรือแท็กซี่บึ่งไปทับคล้อได้เลย ตอนกลางวันไปสองแถวถูกเงินหน่อย แต่ถ้าถึง 2-3 ทุ่มต้องนั่งแท็กซี่ไป ไม่ใช่แท็กซี่แบบในกรุงนะครับ แต่ต้องรอให้ผู้โดยสารเต็มถึงจะออกรถ

ข้างหน้า 2 รวมคนขับเป็น 3 คน ข้างหลังมีผู้โดยสารอีก 4 คน แบบว่าอัดกันเป็นปลากระป๋องยังไงยังงั้น เรื่องติดแอร์เย็นฉ่ำน่ะอย่าไปเพ้อฝันเลอะเทอะดีกว่า

เมื่อปีกลายผมกลับบ้านตอนหน้าฝน เจอเรื่องขนหัวลุกเข้าเต็มเปา!

สาเหตุเพราะผมนั่งรถไฟไปถึงตะพานหินตอนหัวค่ำ ท้องไส้ร้องจ๊อกๆ เลยแวะร้านเหล้าขาประจำ ซดเบียร์และกับแกล้ม 2-3 อย่าง ไม่อยากกระหืดกระหอบไปนั่งหิวบนรถสองแถว ยังไงๆ ก็ต้องไปแท็กซี่อยู่ดี

เสร็จสรรพจ่ายเงินเดินไปที่คิวรถแท็กซี่...จู่ๆ เกิดง่วงนอนบอกไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยากเข้าโรงแรมหลังสถานี เปิดห้องหลับนอนให้เต็มอิ่ม แต่อีกใจก็...กลับบ้านดีกว่าน่า!

สะบัดหัวไล่ความมึนงง มองเห็นแท็กซี่กำลังกดแตรเรียกคน...ผู้โดยสารคงจะเต็มรถแล้วมั้ง? ปรากฏว่าเหลือที่ว่างด้านหลังอีกคนเดียว...พอรถออกก็ถอนใจโล่งอก ถึงจะเบียดกันหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะผมนั่งริมประตู ถือโอกาสพิงหลับซะเลย หลังจากบอกคนขับว่า...ลง ทับคล้อ! ถ้ายังไม่ตื่นก็ช่วยปลุกด้วยละกัน เดี๋ยวจะเลยไปจนถึงปลายทางที่ชนแดน

ไม่ช้าผมหลับผล็อยไป...เดี๋ยวเดียวก็เริ่มฝันเป็นตุเป็นตะทันที!

รถกำลังห้อตะบึงไปในความมืด ในรถก็ไม่ได้เปิดไฟ แต่ทำไมถึงเห็นหน้าตาคนอื่นๆ ชัดเจนก็ไม่รู้...ข้างหน้ามีหนุ่มสาวนั่งอิงไหล่กันผาสุก ข้างๆ ผมเป็นชายแก่ผอมดำ ผมขาวโพลน ถัดไปชายฉกรรจ์รุ่นเดียวกับผม...ทั้งสามคนนั่นนั่งตัวแข็งทื่อเหมือนรูปหุ่น ไม่มีใครปริปากพูดคุยกันเลยแม้แต่คำเดียว

มองข้างหน้าอีกทีก็ใจหายวาบ...ไม่มีหนุ่มสาวคู่นั้นแล้ว กลับเป็นชายสองคนนั่งตัวแข็ง หัวตั้งตรงคล้ายกำลังจ้องไปข้างหน้าอย่างเดียว...คนขับก็มีท่าทางแบบเดียวกัน

สรรพสิ่งเงียบเชียบจนน่าขนลุก ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม แต่กลับมีเสียงลมพัดอู้ๆ เข้ามาในรถ จนผมหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ!

เอ๊ะ! นี่มันฝันหรือจริงกันแน่ล่ะ?

ฉับพลันนั้น ชายแก่ผมขาวโพลนก็กระชากมีดปลายแหลมออกมาจ้วงแทงคนที่นั่งข้างๆ จนเลือดพุ่งเป็นน้ำพุ ผู้ชายที่นั่งริมสุดก็โถมไปใช้มีดปาดคอคนขับจนคางฟุบจดอก...ชายสองคนข้างหน้าก็ชักมีดออกมาจ้วงแทงกันอย่างดุเดือดเหี้ยมเกรียม

ในรถมีแต่เลือด เลือด และเลือดทั้งนั้น ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งจนแทบอาเจียนจนสิ้นไส้สิ้นพุง!

"โอ๊ย! ช่วยด้วย..." ผมได้ยินเสียงตัวเองตะโกนลั่นๆ จนสะดุ้งตื่น คนขับหันมาหัวเราะร่า ถามว่า...ฝันร้าย เรอะไอ้น้อง? ผมได้แต่พยักหน้า ปากคอแห้งผากจนพูดอะไรไม่ออก เหงื่อกาฬแตกซิก หัวใจเต้นโครมครามเหมือนเสียงกระหน่ำกลองทัดในโรงลิเก

"ไม่มีอะไรหรอก หลับตาเถอะ..." เสียงเยือกเย็นชวนให้เสียวสันหลัง ผมเหลียวมองก็ไม่เห็นอะไรในความมืด...ไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ จนผมเอะใจว่าจะเห็นใครมั่งแต่ก็ไม่เห็น

พริบตานั้นเอง ผมก็อ้าปากค้าง ขนลุกซ่าที่ท้ายทอย เย็นวาบไปตลอดไขสันหลัง รู้สึกเหมือนได้ยินอะไรลั่นเปรี๊ยะๆ อยู่ในสมอง ภาพต่างๆ พร่าพราย กลายเป็นสีเขียวๆ แดงๆ แตกกระจายเต็มหน้า

นรกเป็นพยาน! ในรถคันนั้นไม่เหลือผู้โดยสารอีก 5 คนเหลืออยู่เลย นอกจากผมคนเดียว...หันไปทางคนขับก็แทบจะขาดใจตายในบัดดล!

ในรถแท็กซี่อุบาทว์คันนั้นมีแต่ผมคนเดียวที่นั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เหงื่อกาฬไหลเผาะๆ แทบจะเปียกชุ่มไปทั้งตัว

รวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายโถมเข้าชนหน้าต่างจนเปิดผาง ตัวเองกลิ้งหลุนๆ ลงมา คิดว่าจะลุกขึ้นเผ่นหนีไม่คิดชีวิต...พอดีเห็นแสงไฟสว่างไสวอยู่รอบๆ ตัว

ผู้คนมุงดูสลอน ผมกะพริบตาถี่ๆ เมื่อจำได้ว่ายังอยู่ที่หลังสถานีตะพานหินตามเดิม...หรือผมจะทั้งเมาทั้งง่วงจนเห็นภาพหลอนไปเอง? แต่มารู้ทีหลังว่าคนขับแท็กซี่หัวใจวายคารถเมื่อตอนเย็นนี่เอง...นึกแล้วยังขนหัวลุกเลยครับ!

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

ผี เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ โลงแตก




สมัยเด็กผมอยู่หนองโดน สระบุรี ตอนนั้นยังเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชาวบ้านทำไร่ทำนาเป็นอาชีพหลัก ยามว่างก็หาผักหาปลา หากบหาเขียดหรืองมหอยมากินได้ ไม่เดือดร้อนอะไรนัก

สิ่งที่ฝังใจผมในวัยเด็กก็คือการเผาศพ!

วัดเล็กๆ ดูเก่าแก่ทรุดโทรมมากไม่มีเมรุเผาศพอย่างวัดอื่น ถ้าใครตายก็จะก่อกองฟืนเผาผีที่หลังโบสถ์ เรียกว่า “เมรุลอย” ผมกับเพื่อนๆ ชอบไปดูการเผาศพ…เห็นกองไฟใหญ่ๆ ลุกแดงฉาน ควันโขมงลอยพลุ่ง เปลวไฟแดงฉานตัดกับท้องฟ้าสีเทาน่าดู เพราะส่วนมากเขาจะเผาศพกันตอนบ่ายแก่ๆ จวนเย็น

ไฟจากกองฟืนลุกท่วมโลงสีแดงจ้า เสียงดังคึ่กๆ เหมือนเสียงใครคำรามเกรี้ยวกราด เราคอยลุ้นว่ากองฟืนจะทลายลงมาหรือเปล่า ต้นกล้วยที่ค้ำยันไว้ข้างละ 2-3 ต้นจะเอาอยู่ไหม? ถ้ามันล้มลงตอนไฟไหม้มีหวังฟืนกระจาย โลงศพมีหวังตกลงมาแตกแน่ๆ

แต่ผมยังไม่เคยเห็นสักที นอกจากกลิ่นศพถูกไฟไหม้ คล้ายกับเราย่างเนื้อสดๆ แต่กลิ่นศพแรงกว่า

…สิ่งที่พวกเด็กๆ อยากดูนักเวลาเผาศพ ก็คือตอนที่ไฟกำลังโหมไหม้โลงอยู่คึ่กๆ นั้น บางทีจะมีศพทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่งกางแขนจังก้า ผู้หญิงกับเด็กๆ ถึงกับร้องกรี๊ดๆ ด้วยความตกใจไปตามๆ กัน

หลายๆ คนถึงกับวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปเลย!

ลองนึกถึงภาพศพที่มีไฟลุกท่วมตัว นั่งอยู่ในกองไฟด้วย…ถ้าไม่มีเสียงฟืนโหมไหม้คึ่กๆ คงจะได้ยินไฟเผาเนื้อหนังสดๆ ดังแฉ่ๆ อย่างแน่นอน! พวกผู้ใหญ่บอกว่าเป็นเพราะความร้อนจัด เส้นเอ็นยึด ทำให้ร่างศพลุกผึงขึ้นมาให้ขวัญหนีดีฝ่อไปหมด ไม่ใช่เพราะอำนาจภูตผีน่าสยดสยองอะไรหรอก

ต่อมา สัปเหร่อใช้ท่อนฟืนทับศพก่อนเผาหลายๆ ท่อน ทำให้ไม่เกิดปัญหาสยองขวัญขึ้นมาอีก…แต่แล้วก็เกิดเรื่องขนหัวลุกขึ้นจนได้

เย็นนั้นมีการเผาศพตาป่วนขี้เมาที่ตกบันไดตาย!

บ้างก็ว่าตาป่วนกินเหล้าเมามายเหมือนทุกๆ วัน เดินโซซัดโซเซกลับบ้านแล้วพลาดตกบันไดจนคอหัก แต่บ้างก็ว่าตาป่วนขึ้นบ้านแล้วทะเลาะกับเมีย จนโดนยายปองถีบตกบันไดลงมาตายต่างหาก

แต่ที่แน่ๆ คือการเผาศพตาป่วนยังติดหูติดตามาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่ไฟกำลังโหมไหม้โลงของแกดังคึ่กๆ ลมปั่นป่วนไปมา กลิ่นศพเหม็นรุนแรงจนหลายคนเบือนหน้าหนี บางคนพูดว่า…มีเหล้าดองมาตั้งหลายปีไม่น่าจะเน่าใน!

ทันใดนั้น ศพตาป่วนก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่ง กางแขนอ้าซ่า ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้หญิง พวกผู้ชายยังผงะหน้าร้องเฮ้ยฮ้ายกันด้วยความตกใจ สัปเหร่อเองก็ยืนตะลึงไปเพราะคาดไม่ถึง

ก่อนที่จะใช้ไม้ไผ่ยาวๆ จัดการให้ศพเอนราบลง…ร่างที่มีไฟลุกท่วมอยู่ในโลงก็ร่วงลงมาบนพื้นดิน พร้อมๆ กับต้นกล้วยล้ม กองฟืนกับโลงศพไฟลุกโชนทลายลงมาอย่างน่ากลัว ทำให้เสียงหวีดร้องยิ่งดังแสบแก้วหูมากกว่าเดิม

นรกเป็นพยาน! ร่างตาป่วนที่มีไฟเป็นเสื้อผ้าไม่ได้นั่งกับพื้นที่เต็มไปด้วยลูกไฟ แต่กลับยืนจังก้า กางแขน ทำท่าเหมือนจะก้าวเข้ามาหาพวกเรา คนแก่กับผู้หญิงเรอเอิ๊ก…เป็นลมไปหลายคน

เสียงใครสวดมนต์ ท่องอิติปิโสกันปากสั่น…ก่อนที่ร่างน่าสยองนั้นจะล้มฟาดลงบนพื้นดิน!

ผมกับพวกเพื่อนๆ พร้อมใจกันรีบวิ่งกลับบ้านด้วยความอกสั่นขวัญแขวนสุดขีด บางคนถึงกับจับไข้ไปตั้งหลายวัน

…เรามารู้ทีหลังว่าสัปเหร่อสนต้องหาฟืนมาเพิ่มเติมเพื่อเผาศพตาป่วนจนมอด ไหม้ ลูกเมียแกหวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของภูตผีจนไม่ยอมเก็บกระดูก กองฟอนถูกกวาดทิ้งถมดินมาจนถึงทุกวันนี้…นึกถึงแล้วยังขนหัวลุกเลยครับ!

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ รักดารา

ผี เรื่องผี ประสบการณ์สยองขวัญ หนูยังอยู่






นิศานาถ เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากวิญญาณหลงทาง

ดิฉันพบเด็กผู้หญิงลึกลับในชุดกระโปรงสีชมพู คนนั้นเมื่อตอนโพล้เพล้พอดี ตอนนั้นดิฉันกำลังขับรถเข้าซอย ใกล้จะถึงบ้านแล้วค่ะ

ซอยบ้านนี่ก็แปลกนะ แถวๆ หน้าซอยน่ะคึกคักเชียว มีรถขายไก่ย่าง ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ไอติมมีครบครัน ตอนเย็นๆ จะมีคนขวักไขว่ ทั้งเด็กนักเรียนและบรรดา ผู้ใหญ่ที่กลับจากทำงาน บรรยากาศไม่เงียบเหงาเลย จะมีคนเดินซื้อของกินกันไปเรื่อยตั้งแต่หัววันยันดึกดื่น

แต่พอขับรถลึกเข้ามาถึงกลางซอย บรรยากาศก็เปลี่ยนไป มันเงียบสงบเพราะมีแต่บ้านคนทั้งนั้น แต่ละหลังน่ะกำแพงทึบสูง มองไม่เห็นใครเพราะเขาอยู่ในบ้านกันหมด...ต่างคนต่างกินข้าว ดูทีวี พักผ่อนเมื่อจบวันอันเหนื่อยหน่าย

เมื่อพระอาทิตย์จวนสิ้นแสง ไฟถนนในซอยก็เปิดพรึ่บ แต่ยังหรอกค่ะ มันยังไม่สว่างเจิดจ้าเพราะยังไม่ทันมืด ช่วงเวลานี้มันสลัวมัวซัวไปทั่ว ดิฉันชอบเรียกว่าแดนสนธยา! เพราะจะเป็นกลางวันก็ไม่ใช่ กลางคืนก็ไม่เชิง

เอ๊ะ! อะไรกันนั่น...

ตรงหัวโค้งที่เป็นทางสามแพร่ง มีร่างเล็กๆ เหมือน ตุ๊กตานั่งพิงกำแพงอิฐสีเทาอยู่ ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะไม่เห็นเลย เพราะมันไม่ใช่กำแพงโล่งๆ แต่เจ้าของบ้านเขาปลูกต้นไม้สวยไว้หนาทึบ...มันเป็นพุ่มไม้สูงราวหนึ่งเมตร ดอกสีม่วงอร่าม...

เด็กคนนั้นซุกตัวอยู่ในกอไม้ และทำท่าจะลุกออกมาตัดหน้ารถดิฉัน ดิฉันแตะเบรกจนรถหยุด นึกฉุนอยู่เหมือนกันว่า พ่อแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่ไปไหนหมดนะ ปล่อยปละละเลยลูกเล็กเด็กแดงตัวกะเปี๊ยกไว้คนเดียว

นี่ถ้ารถแล่นมาเร็วๆ เบรกไม่ทันจะว่ายังไงเนี่ย?

ดูซิ! เด็กตัวนิดเดียวจริงๆ ท่าทางจะไม่เกินสองขวบเสียด้วยซ้ำ เมื่อแกเดินผ่านหน้ารถดิฉันก็มองไม่ เห็นเลยล่ะ อันตรายจริง! แกหายไปไหนแล้วล่ะนี่...

ดิฉันเปิดประตูรถลงมามองหาจนเจอ อ้าว? แม่หนูนั่งลงกับพื้นซะงั้น! แกนั่งลงกระโปรงสีชมพูบานเชียว แหงนหน้ามองตาแป๋ว...ไฟหน้ารถส่องตัวแกเหมือนตัวละครบนเวที

"มาจากไหนล่ะเนี่ย...พ่อแม่ไปไหนจ๊ะ?"

ดิฉันถามขณะที่เดินไปดึงตัวขึ้นมา เด็กน้อยลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย ตัวแกเบาหวิวและเย็นๆ ชื้นๆ จนดิฉันนึกถึงสัมผัสของปีกค้างคาว หรือไม่ก็เนื้อไก่ที่เราเอาออกจากตู้เย็นไว้เตรียมทำกับข้าว...

ความคิดต่อจากนั้นก็คือ เด็กคนนี้ท่าจะหลงมาแน่ๆ ดิฉันไม่เคยเห็นแกเลย!

นาทีต่อมา ดิฉันกดออดบ้านที่เด็กนั่งพิงกำแพงเขาอยู่ สาวใช้เดินออกมาดูและบอกว่าไม่รู้จักเด็กน้อย อย่างไรก็ตาม เธอมีน้ำใจไปร้องเรียกถามเอากับบ้านที่อยู่ติดๆ กัน ปรากฏว่าไม่มีใครรู้เลยว่าแกมาจากไหน? เป็นลูกเต้าเหล่าใคร?

"อาจจะลูกคนงานก่อสร้างก็ได้ค่ะ" ใครคนหนึ่งออกความเห็น

จริงซีนะ แถวๆ หน้าปากซอยน่ะ มีบ้านหลังหนึ่งเพิ่งรื้อออกเหลือแต่ที่ดินโล่งๆ ราวสองร้อยตารางวา แล้วมีการปรับถมดิน ลงเสาเข็มกันตึงตัง นัยว่าจะปลูกเป็นหอพักสูงห้าชั้น เด็กคนนี้อาจจะมาจากไซต์งานนั้นก็ได้ เอ...เดินมาไกลน่าดู!

ดิฉันอุ้มเด็กน้อยมาวางที่เบาะหลังรถ นึกเอะใจในความเบาหวิวของร่างน้อยๆ นั้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่รู้จะพูดกับใคร

จากนั้นก็กลับรถท่ามกลางสายตาชาวบ้าน 3-4 คนที่มองมาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

เป็นอันว่าดิฉันต้องขับย้อนมาทางหน้าซอย ถึงบ้านที่กำลังก่อสร้าง!

ความมืดโรยตัวลงมารวดเร็วมาก คนงานผละจากสิ่งที่ทำมาทั้งวัน แล้วไปอาบน้ำ อาบท่า หรือหุงหาอาหารอยู่ในเพิงที่ปลูกเป็นที่พักชั่วคราว พวกเขามองมาอย่างแปลกใจ ดิฉันเรียกสุ่มๆ ไปว่า...ช่วยมาดูซิว่าลูกใคร?

ผู้หญิงรูปร่างท้วม ผิวคล้ำ หน้ากลม ผมดัดหยิกสั้นคนหนึ่ง นุ่งกระโจมอกอยู่เดินมาดูพร้อมๆ กับเพื่อนหญิงชายอีก 2-3 คน พอมาถึงก็มองผ่านกระจกเข้ามาที่เบาะหลังรถของดิฉัน

"ไหนๆ?" เธอถาม ดิฉันเหลียวมองแล้วก็ใจหายวาบเมื่อในรถมีแต่ความว่างเปล่า

"เด็กแต่งตัวยังไง?" เธอมองหน้าดิฉันเขม็ง พอดิฉันบรรยายเธอก็หันไปพูดเชิงบ่นกับคนข้างๆ ว่า "เอาอีกแล้ว!"

เมื่อปีก่อน คนงานกลุ่มนี้ไปก่อสร้างแถวพุทธมณฑล พวกเขามีเด็กผู้หญิงเล็กๆ วัยสองขวบที่ซุกซน ชอบเดินเล่นเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล...เด็กน้อยถูกรถชนตายตอนโพล้เพล้ ในชุดกระโปรงสีชมพูค่ะ!

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

เครื่องรางของขลัง ควายธนู





เมื่อเอ่ยถึงเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่ง ที่คนไทยเราเชื่อถือกันมาตั้งสมัยโบราณ นั่นคือ ควายธนู เชื่อว่าบางท่านคงจะเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่อีกหลายๆ ท่านอาจจะงุนงง ไม่ทราบว่าเป็นอะไรกัน

ถ้ากล่าวรวมๆ ถึงเครื่องรางแล้ว ควายธนูถือเป็นของขลังชนิดหนึ่ง พอๆ กับหุ่นพยนต์หรือกุมารทองนั่นแหละค่ะ ประโยชน์คือใช้ป้องกันตัวเองและครอบครัว หรือไม่ก็ใช้ทำร้ายศัตรู ส่วนจะมากน้อยเพียงไรก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา

สมัยเด็กดิฉันอยู่จังหวัดกำแพงเพชร หรือ “เมืองชากังราว”

เป็นบ้านเมืองเก่าแก่มากๆ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดี เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณหลายเมือง เช่น ชากังราว, นครชุม, ไตรตรึงษ์และเมืองเทพนคร เป็นต้น

กำแพงเพชรเป็นเมืองหน้าด่านของสุโขทัย เดิมชื่อชากังราว มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง เป็นเมืองที่ต้องรับศึกสงครามในอดีต ปรากฏหลักฐานอยู่ทั้งกำแพงคูเมือง, ป้อมปราการและวัดโบราณ เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศไปเยี่ยมชมเป็นประจำ

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงบันทึกเรื่องเมืองกำแพงฯ ไว้ว่า

“เป็นกำแพงเมืองที่เก่าแก่มั่นคง และยังมีความสมบูรณ์มาก และเชื่อว่าสวยงามที่สุดในประเทศไทย”

พวกเราชาวกำแพงฯ ล้วนมีความภูมิใจมากค่ะ เมื่อองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสหประชา ชาติ (UNESCO) ให้ขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2534

ขออวดคำขวัญประจำจังหวัดกำแพงเพชรหน่อยนะคะ

“กรุพระเครื่อง เมืองคนแกร่ง ศิลาแลงใหญ่ กล้วยไข่หวาน น้ำมันลานกระบือ”

เมืองกำแพงฯ โด่งดังทั้งเรื่องพระเครื่องสุดยอด กับกล้วยไข่อร่อยสุดๆ ครอบครัวดิฉันทำสวนกล้วยไข่มาหลายชั่วคนแล้วค่ะ กินกระยาสารทกับกล้วยไข่ ถ้าเป็นคนสมัยนี้ก็ต้องบอกว่า…เป็นอะไรที่อร่อยสุดๆ ซะไม่มี!

ขณะนั้น พ่อกับลุงเป็นคนดูแลสวนกล้วย ส่วนอายังเป็นวัยรุ่น เพื่อนเยอะ นิสัยชอบเที่ยวเตร่แทบทุกวัน พวกพี่ๆ คือพ่อกับลุงก็ตามใจเห็นว่าเป็นน้องคนเล็ก แต่ปู่ดิฉันบอกให้ช่วยกันตักเตือนดูแล หาไม่จะนำเรื่องเดือดร้อนมาให้

จริงด้วยค่ะ วันหนึ่งพบว่ากล้วยในสวนถูกฟันยับ ทั้งที่ยังเครืออ่อนๆ อยู่ทั้งนั้น!

ได้ความว่าอาเล็กไปมีเรื่องกับพวกในสวนใกล้ๆ เลยโดนแก้แค้นด้วยวิธีนี้ ปู่บอกให้ทำเฉยๆ ไว้ จะจัดการป้องกันให้เอง ไม่ต้องกลัว!

ปู่ดิฉันอายุหกสิบเศษแล้ว ได้ชื่อว่าเก่งกาจทางคาถาอาคมและวิชาไสยศาสตร์รอบตัว ห้องของปู่อยู่ริมสุด ไม่ค่อยมีใครกล้าไปนอกจากปู่เรียก ดิฉันเคยเข้าไปเมียงๆ มองๆ เห็นอับทึบมีโต๊ะหมู่บูชากับมีดและไม้ หน้าโต๊ะมีกระบอกไม้ไผ่ผ่าครึ่ง ดาบเล่มใหญ่แขวนไว้ที่ข้างฝา

วันต่อมา สวนเราก็โดนบุกรุกมาฟันกล้วยทิ้งแบบรังแก แต่คราวนี้ไม่มากเหมือนครั้งแรก พ่อกับลุงไปดูแล้วบอกว่าเห็นเลือดหยดเป็นทางแล้วหายไป

ปู่ชวนพวกเราเดินไปเรื่อยๆ ราวกับจะรู้จุดหมายดี นั่นคือบ้านลุงขำกับป้าถ้วน ได้ยินเสียงครางโอยๆ มาจากในเรือน สองผัวเมียออกมาคุกเข่าไหว้ปู่ บอกว่าขอชีวิตลูกชายด้วยเถิด ต่อไป “ไอ้แผ้ว” คงจะไม่กล้าไปลองดีที่สวนของเราอีกแล้ว

ดิฉันได้ยินปู่สั่งให้เรียกนายแผ้วออกมา…คู่อริของอาเล็กนั่นเอง!

นายแผ้วยกมือไหว้ขอโทษ เห็นเลือดซึมที่ชายโครงขวาเป็นดวงๆ ปู่สั่งให้ลุงขำกับป้าถ้วนชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งสองก็ทำตามโดยดี

ก่อนจะกลับ ปู่ส่งขวดน้ำมันเล็กๆ เท่าขวดยานัตถุ์ให้ บอกว่าใช้ทาแผล…ถ้าขืนทำชั่วอีกครั้งมีหวังโดนควายขวิดไส้ทะลัก ตายคาที่แน่ๆ เล่นเอานายแผ้วหน้าขาวซีด ตัวสั่นเทาไปเลยค่ะ

เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อกับลุงแยกกันไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปู่พาดิฉันเข้าไปในห้อง หยิบควายตัวเล็กๆ จากพานหน้าโต๊ะพระ เป็นควายที่ทำจากฟางข้าว มัดด้วยเชือกขาวๆ ทั้งตัว…คิดว่าคงเป็นสายสิญจน์แน่ๆ มาให้ดิฉันดู

เมื่อเห็นดิฉันยังงุนงง แต่ทำหน้าแหยงๆ ปู่ก็ยิ้มแล้วบอกว่า…นี่ไง ควายธนูที่ปู่ส่งมันไปเฝ้าสวนเมื่อคืนนี้เอง

ดิฉันหายสงสัยแล้วเมื่อเห็น “เขา” ข้างหนึ่งของ “ควายธนู” ยังมีเลือดแดงๆ ติดอยู่…และติดหูติดตาดิฉันมาจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ!

ขอบคุณ แหล่งที่มาหนังสือพิมพ์ รักดารา

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557

สยองขวัญ วิญญาณห้องตรงข้าม


ก่อนหน้านั้น ณ มหาวิทยาลับมีชื่อแห่งหนึ่งของภาคตะวันออก ปีการศึกษา 2526 ผมอยู่ที่นี่มาสองเดือนแล้ว กำลังปรับสภาพให้เข้ากันได้กับมหาวิทยาลัยที่นี่ มันก็ไม่ง่ายนักกับการที่เคยอยู่บ้านสบาย ๆ ต้องมาอยู่เองตัวคนเดียว และรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่ตื่นยันนอน หอพักที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ แบ่งระบบหอชายมีอยู่ 7 หอ ผมได้อยู่หอที่ 7 ซึ่งถือว่าเป็นหอใหญ่ที่สุด

แบ่งเป็นปีกซ้ายปีกขวา มีทางเดินเชื่อมตรงกลาง ข้างหน้าหอเป็นลานจอดรถ ส่วนด้านหลังเป็นสนามกีฬาที่เหล่านักศึกษาของแต่ละหอจะมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตกเย็นละก็ ครึกครื้นมากแต่พอเข้าไต้เข้าไฟแล้วนี่สิครับ เงียบเหงาวังเวงว้าเหว่สิ้นดี เพราะในรั้วมหาวิทยาลัยนะ มีกฏระเบียบควบคุมบังคับ จะเฮจะฮาอึกทึกครึกโครมดึก ๆ ดื่น ๆ เหมือนพวกหอพักเอกชนนอกมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้ ใครทนเงียบทนเหงาไม่ได้ก็ต้องออกไปอยู่หอนอก

ผีห้องตรงข้าม

ส่วนตัวผมจำเป็นต้องอยู่หอใน เพราะว่าค่าหอนั้นถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง ค่ำลงก็เปลี่ยวเหงาเศร้าซึม คิดถึงพี่ป้าน้าอาบ้านช่องไปตามระเบียบแต่ก็ดีที่ยังมี’ไอ้แกว’เพื่อนผมเอง เป็นนักศึกษาอยู่เฟรชชี่ปีหนึ่งเหมือนผม ถึงจะอยู่คนละคณะ แต่ก็เคยอยู่หอพักที่เจ็ดนี้ด้วยกันมาก่อน

ตอนนี้มันย้ายไปอยู่หอนอก และก็เพราะมันนี่แหล่ะ ที่ทำให้ผมต้องถวายบังคมลาจากหอนี้ไป…ตลอดกาล คืนวันนั้นผมก็นั่งมองไอ้แกวสวาปามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปถึงสี่ซอง ผมก็ได้แต่พูดกับมันว่าไม่เข้าใจมันเลยว่ามันอดมากี่มื้อ เพราะมันย้ายไปอยู่หอนอกนั่นแหล่ะ ไอ้อย่างเรา ๆ น่ะ หักค่าหอแล้วก็แทบจะใช้เดือนไม่ชนเดือน แล้วมันจะออกไปทำไม

พร้อมแอบบ่นไม่ได้ว่าดีนะที่ยังมีเสบียงตุนไว้ มันก็บอกผมว่าไม่อยากออกหรอก แต่มีเหตุจำเป็น ผมก็เลยถามมันว่าเหตุจำเป็นบ้าบออะไรของแก ค่าเช่าหอก็ค้างได้จนสอบมิดเทอมมีเวลาถมเถ หรือว่ามันจะขี้เหงา แต่ก็ไม่น่าเป็นเหตุผลของมัน แล้วมันก็บอกว่าถ้าอยากรู้นักก็ จะบอกให้ แล้วยังกวนเบื้องพระบาทโดยการพูดต่อว่า แต่ว่าขออีกสองห่ออีกต่างหาก

พอสวาปามเข้าไปเสร็จ มันก็บอกว่า แกรู้ใช่ไหมว่าฉันอยู่ห้อง 206 ผมก็เลยบอกว่า ห้อง 206 ห้องตรงข้ามทางเดิน ใช่ ทำไม มันก็เลยร่ายยาวเลย ว่าเคยได้ยินคอลเรียกนายไพโรจน์ห้อง 206 ลงไปรับโทรศัพท์มั้ย ผมก็ตอบว่าเคย แล้วก็ถามว่าไม่เห็นพามาแนะนำเลย มันก็เลยบอกว่าจะพามาได้ไง ห็ห้องมันเคยมีคนชื่อไพโรจน์ที่ไหน

พอมีเสียงคอลขึ้นมาข้าก็จะตอบลงไปว่าไม่มีชื่อนี้ ก็ไม่ยอมเชื่อ โทรมาเรื่อย ๆ จนมีอยู่ครั้งนึง มันทนไม่ไหว ดิ่งลงไปรับสายเอง ปรากฏว่าเป็นเสียงผู้หญิงแก่ ๆ โทรมาหาลูกชายแก ข้าก็บอกแกไปว่าห้องที่แกโทรขึ้นไปน่ะไม่มีคนชื่อนี้ แกก็ไม่เชื่อ หาว่ากีดกันแกไม่ให้พบกับลูกชายแก มันเลยโกรธ เลยจวกกันไปซะ แกก็บอกว่าไม่ผิดแน่ แถมยังปากจัดมากแต่ยังไม่ใช่แค่นี้ ป้าแกจะโทรมาแค่วันศุกร์ตอนสามทุ่มเท่านั้น

นอื่นเวลาอื่นแกไม่โทร หลังจากวันนั้น มันก็ไปถามเกี่ยวกับคนชื่อนี้ แต่นักศึกษาปีนี้ไม่มีใครชื่อไพโรจน์เลย จนหนักเข้า มันต้องไปค้นที่สำนักทะเบียนประมวลผล สรุปว่าไอ้คนนั้นเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แล้วก็พ้นสภาพนักศึกษาไปแล้วเพราะนักศึกษาปีหนึ่งที่ชื่อไพโรจน์น่ะ

ตายไปแล้ว เพราะไพโรจน์เป็นปีหนึ่งเมื่อปีที่แล้วแล้วโดนรุ่นพี่แกล้ง สาปให้เป็นลิง มันก็เจี๊ยก ๆ ไป แล้วรุ่งพี่ปีสามก็บอกว่าน้ำแข็งที่สั่งไว้น่ะได้แล้ว รุ่นพี่ปีห้าก็บอกให้ไพโรจน์ไปเอา โดยให้มันไปเจี๊ยก ๆ ตลอดทาง คนก็ฮากันตรึม พอตกเย็นไพโรจน์ก็ผูกคอตายในห้อง 206 ห้องที่มันเคยอยู่นั่นแหล่ะ แล้วมันก็บอกว่าไพโรจน์ยังไม่เท่าไหร่ แต่แม่ไพโรจน์น่ะ

ตอนนั้นป้าแกนอนอยู่โรงหยาบาลและเสียชีวิตหลังจากลูกชายตายได้ไม่กี่ชั่วโมงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ยังไม่ทันรู้เรื่องที่ลูกชายตัวเองผูกคอตายเลยด้วยซ้ำ ผมฟังไปมาก็หัวเราะ ถามมันว่านานไหมกว่าจะคิดได้ขนาดนี้ เล่นเอาซะกลัวเลย แล้วดันไปเห็นพอดี ว่าวันนี้วันศุกร์ และก็สองทุ่มห้าสิบสามแล้ว จะสามทุ่ม เลยลากมันลงไปเลย บอกว่าไง

แกบอกว่าวันศุกร์สามทุ่มใช่ไหม ไปเลย แล้วปรากฏว่ามีโทรศัพท์ดังจริง ๆ สามทุ่มเด๊ะ เข็มวินาทียังไม่เคลื่อนเลย พอรับก็แกล้งบอกว่าผมไพโรจน์ครับ เสียงที่พูดกับผมเป็นเสียงผู้หญิงแก่ ๆ เท่าที่สังเกตมันแก่มากจนผิดปกติ

ระหว่างต่อปากต่อคำกันอย่างสนุกสนาน ก็เห็นไอ้เจ้าแกวมันลุกลี้ลุกลน มันกลัวผมจับได้แหง ๆ ว่าเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งของมันแกล้งโทรมา แล้วจู่ ๆ มันก็สะกิดผมยิก ๆ แล้วก็ชูสายโทรศัพท์ที่ขาดให้ดูด้วยมือสั่นระริก ๆ ผมงี้ตาแถบถลน โยนโทรศัพท์โครมลงบนแป้น แล้วก็แหกปากก้องหอพักเลยครับ…

บทความที่ได้รับความนิยม